บทความคณะบริหารธุรกิจ

จาก UTKWiki
ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

เนื้อหา

การฝึกงานสำหรับนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ

การเตรียมความพร้อมอาจารย์นิเทศฝึกงาน

ขั้นตอนการนิเทศนักศึกษาฝึกงาน

         1. ประชุมอาจารย์นิเทศการประชุมอาจารย์นิเทศควรประชุมสาขาก่อนเริ่มฝึกงาน 1 สัปดาห์
         2. จัดสรรอาจารย์นิเทศ ตามสถานที่ที่ใกล้บริเวณนักศึกษาฝึกงานอย่างเหมาะสมโดยพิจารณาจาก
                  วิธีที่ 1 แบ่งใกล้ไกล และจับฉลากเฉลี่ยกัน โดยใช้ มทร.กรุงเทพ เป็นศูนย์กลาง
                  วิธีที่ 2 แบ่งตามสถานที่ที่อาจารย์สะดวกหรืออยู่ใกล้ โดยสลับกันในแต่ละปี
         3. จัดเอกสารตั้งแต่ประเมินสถานประกอบการ ประเมินนักศึกษาฝึกงาน ฯลฯ
         4. แบบประเมินผลความรู้ / หลักเกณฑ์การให้คะแนนให้ทุกคนเข้าใจ
                  อาจารย์นิเทศประเมินนักศึกษาและสถานประกอบการต้องไม่ต่ำกว่า 70 %
                  คะแนนอีกส่วนมาจากสถานประกอบการ
         5. กำหนดกรอบในการนิเทศโดยแบ่งเกณฑ์ต่างๆ
                  วัน / เวลาในการนิเทศ ช่วงเวลา 2 เดือน / 200 ชั่วโมงที่คณะบริหารกำหนด อย่างน้อย 1 ครั้ง
         6. การนัดหมายและเข้านิเทศในสถานประกอบการ
                  วิธีที่ 1 Surprise check แต่แจ้งก่อนเล็กน้อย
                  วิธีที่ 2 นัดหมายกับสถานประกอบการและนักศึกษา
         7. ข้อกำหนดในการนิเทศ
                  7.1 ข้อมูลในการนิเทศ
                  7.2 ประชุมอาจารย์สาขา
                  7.3 นิเทศนักศึกษา
                  7.4 ประเมิลผล / สรุปผล
                  7.5 ส่งแบบประเมินผลให้หัวหน้าสาขา
                  7.6 หัวหน้าสาขา สรุปผลผ่าน / ไม่ผ่านและปัญหา มอบให้ คณะบริหารธุรกิจ
                            เมื่อสิ้นสุดการฝึกงานนักศึกษาส่งรายงาน
                            รวมคะแนนจากสถานประกอบการ 60 % และส่วนอาจารย์นิเทศ 40 %
                            คะแนนไม่ถึง 70 % ถือว่าไม่ผ่าน
                            สรุปปัญหามอบให้คณะบริหารธุรกิจ                   

เอกสารที่ใช้ในการนิเทศและประเมินผลการฝึกงาน

                  1. เอกสารรายละเอียดแจ้งสถานที่ฝึกงานที่สามารถติดต่อได้พร้อมแผนที่ของสถานประกอบการ
                  2. เอกสารประเมินผลการฝึกงานนักศึกษา โดยพิจารณาจาก
                            การตรงต่อเวลา
                            การแต่งกาย
                            ความรับผิดชอบ
                            ลักษณะงานที่มอบหมาย
                            ความสามารถในการแก้ปัญหา
                  3. เอกสารประเมินสถานประกอบการ
                            ความเหมาะสม
                            บรรยากาศ
                            ความร่วมมือ                   

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการฝึกงานและผู้รับผิดชอบด้านการจัดทำเอกสารส่งตัว

                  สาขาวิชา สำนักงานคณบดีคณะบริหารธุรกิจ และสถานประกอบการ                   

เกณฑ์การประเมินผลการฝึกงานของอาจารย์นิเทศ และสถานประกอบการ

                  เกณฑ์การประเมินผลการฝึกงานของอาจารย์นิเทศ 40% มีหัวข้อในการประเมิน ดังนี้
                  1. ปริมาณงานและคุณภาพงานที่ได้รับมอบหมาย
                  2. นักศึกษามีความรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมายและเป็นผู้ที่ไว้วางใจได้
                  3. นักศึกษามีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลและปัญหาต่างๆ ได้อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ และตัดสินใจได้ดี ถูกต้อง รวดเร็ว
                  4. นักศึกษาวางตัวได้เหมาะสม มีความสุภาพ อ่อนน้อม แต่งกายสุภาพ ตลอดเวลาในการฝึกงาน
                  5. นักศึกษามีมนุษย์สัมพันธ์และสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี
                  6. นักศึกษามีความตรงต่อเวลาและมาปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งมีระเบียบวินัยในการฝึกงาน
                  ตัวอย่างแบบประเมินผลการฝึกงานของอาจารย์นิเทศ       
BA1.png
                  เกณฑ์การประเมินผลสถานประกอบการแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ ดีมาก ดี ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด ซึ่งมีหัวข้อดังต่อไปนี้
                  1. ด้านสถานที่ส ถานประกอบการตั้งอยู่ในทำเลที่มีความเสี่ยงน้อย มีความปลอดภัยต่อการทำงาน และมีความน่าเชื่อถือ
                  2. ด้านบุคคล บุคลากรมีอัธยาศัยดี มีไมตรีจิต ให้ความร่วมมือในการดูแลทั้งด้านความประพฤติ ตลอดจนการมอบงาน และให้ความร่วมมือกับคณะเป็นอย่างดี
                  3. ด้านงานที่นักศึกษาได้รับมอบหมายมีการมอบหมายงานให้นักศึกษาได้ใช้ความรู้ ความสามารถ ตรงกับสาขาวิชาของนักศึกษา และมีปริมาณงานที่เหมาะสม
                  4. ด้านวัสดุอุปกรณ์และเทคโนโลยี สถานประกอบการมีวัสดุ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย และเป็นโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้อย่างเต็มที่
                  5. ด้านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสถานประกอบการมีการจัดหาพี่เลี้ยง / ผู้ดูแลนักศึกษาฝึกงาน ได้อย่างเหมาะสม และให้ความร่วมมืออาจารย์นิเทศเป็นอย่างดี
                  ตัวอย่างประเมินผลสถานประกอบการ
BA2.png

การเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปนิเทศฝึกงานสำหรับอาจารย์นิเทศ

              เขียนแบบฟอร์มเพื่อเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปสถานประกอบการ เป็นค่าพาหนะรับจ้าง (ไป-กลับ) 
              ไม่เกิน 400 บาท/ ครั้ง / สถานประกอบการ แล้วรวบรวมส่งหัวหน้าสาขา เพื่อนำส่งคณะบริหารธุรกิจต่อไป
                   ตัวอย่างแบบฟอร์มใบสำคัญรับเงินนิเทศนักศึกษา
BA3.png
                  ตัวอย่างแบบฟอร์มสรุปการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปนิเทศ
BA4.png


การเตรียมความพร้อมนักศึกษาก่อนฝึกงาน

ขั้นตอนการขอฝึกงานกับสถานประกอบการ เอกสารที่ใช้ในการขอฝึกงาน

ขั้นตอนการขอฝึกงานกับสถานประกอบการและเอกสารที่ใช้ในการขอฝึกงานมีดังนี้

                  1. ให้นักศึกษาดาวโหลดแบบฟอร์มหนังสือราชการเพื่อขอฝึกงานเชิงวิชาชีพของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 และนักศึกษาหลักสูตรเทียบโอน
                  (ที่ไม่สามารถเทียบโอนรายวิชาฝึกงานได้) ที่ www.bu.rmutk.ac.th และพิมพ์รายละเอียดลงในแบบฟอร์มที่กำหนด 
                  (พิมพ์เท่านั้น)ก่อนยื่นที่สำนักงานคณบดี คณะบริหารธุรกิจ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องก่อนอาจารย์ที่ปรึกษาลงนาม 
                  2. นักศึกษาติดต่อขอรับหนังสือขอความอนุเคราะห์การฝึกงานหลังจากยื่นแบบฟอร์มประมาณ 3-5 วันทำการ
                  3. นักศึกษาสามารถขอหนังสือขอความอนุเคราะห์การฝึกงานได้ครั้งละ 1 หน่วยงานเท่านั้น (จำกัดหน่วยงานละไม่เกิน 5 คน นับรวมทุกสาขา)
                  4. กำหนดให้นักศึกษาฝึกงานในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เท่านั้น
                  5. กรณีที่นักศึกษาถูกปฏิเสธจากหน่วยงานที่ขอฝึกงานเกิน 3 ครั้ง ให้นักศึกษารายนั้นๆ ฝึกงานในภาคฤดูร้อนของปีการศึกษาถัดไป
                  6. กรณีที่บริษัทไม่มีแผนที่ ไม่อนุญาตให้นักศึกษาใช้แผนที่จาก Google โดยเด็ดขาด ให้นักศึกษาวาดด้วยดินสอดำและลงด้วยปากกาดำ
                  และเน้นสถานที่ฝึกงาน (รวมถึงจุดเด่นๆ บริเวณใกล้เคียงสถานที่ฝึกงาน) ให้เห็นโดยชัดเจน
                  7. นักศึกษาต้องลงทะเบียนฝึกงานตามที่สำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียนกำหนด หากไม่ลงทะเบียนตามกำหนดจะไม่อนุญาตให้ลงทะเบียนล่าช้า
                  8. นักศึกษาสามารถยื่นคำขอฝึกงานได้ตามวันที่กำหนดเท่านั้น (หากเกินจากที่กำหนดของดรับเอกสารไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น)
                  9. นักศึกษาต้องส่งใบรับจากสถานประกอบการภายในวันที่กำหนดเท่านั้น (หากเกินจากที่กำหนดของดรับเอกสารไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น)
                  10. ให้นักศึกษาส่งผลการฝึกงานภายในกำหนด ที่หัวหน้าสาขาวิชาของนักศึกษาหรือตามที่สาขาวิชากำหนด
                  ตัวอย่างประกาศขั้นตอนการขอฝึกงานกับสถานประกอบการ  
BA5.png
BA6.png
                  ตัวอย่างแบบฟอร์มหนังสือราชการเพื่อขอฝึกงานเชิงวิชาชีพของนักศึกษา
BA7.png
                  ตัวอย่างสมุดบันทึกการฝึกงานเชิงวิชาชีพของนักศึกษา   
BA8.png
BA9.png
BA10.png
BA11.png
BA12.png
BA13.png

การส่งตัวนักศึกษาไปฝึกงาน เอกสารที่จำเป็นต้องใช้

                  สำนักงานคณบดีคณะบริหารธุรกิจ จะทำเอกสารส่งตัวให้กับนักศึกษา คือ หนังสือขอความอนุเคราะห์การฝึกงาน
             หลังจากยื่นแบบฟอร์มหนังสือราชการเพื่อขอฝึกงานเชิงวิชาชีพของนักศึกษา ประมาณ 3-5 วันทำการ 
             เมื่อนักศึกษามารับหนังสือขอความอนุเคราะห์การฝึกงานแล้วให้นำหนังสือนี้ไปยื่นที่สถานประกอบการ 
             แล้วสถานประกอบการจะตอบกลับด้วยหนังสือแบบตอบยืนยันตอบรับ/ปฏิเสธ นักศึกษาฝึกงาน 
             จากสถานประกอบการซึ่งสถานประกอบการอาจจะตอบรับเข้าฝึกงานหรือปฏิเสธการฝึกงานก็ได้ 
             วิธีการตอบกลับของสถานประกอบการ(หนังสือแบบตอบยืนยัน ตอบรับ/ปฏิเสธ นักศึกษาฝึกงาน) 
             คืออาจจะนัดหมายเพื่อให้นักศึกษามารับเอกสารตอบรับที่สถานประกอบการ หรืออาจจะส่งกลับมายังสำนักงานคณบดี คณะบริหารธุรกิจก็ได้
             และก่อนเริ่มฝึกงานนักศึกษาจะต้องรับการปฐมนิเทศการฝึกงานก่อนเริ่มฝึกงานซึ่งจัดปฐมนิเทศโดยคณะบริหารธุรกิจ
             และรับหนังสือส่งตัวนักศึกษาฝึกงานไปส่งที่สถานประกอบการเพื่อเข้าฝึกงานพร้อมแนบแบบประเมินผลการฝึกงานของนักศึกษา 
             สำหรับสถานประกอบการไปด้วยซึ่งจะทำการประเมินเมื่อสิ้นสุดการฝึกงาน
                  ตัวอย่างหนังสือขอความอนุเคราะห์การฝึกงาน                   
BA14.png
                  ตัวอย่างหนังสือแบบตอบยืนยันตอบรับ/ปฏิเสธ นักศึกษาฝึกงาน จากสถานประกอบการ
BA15.png
                  ตัวอย่างหนังสือส่งตัวนักศึกษาฝึกงาน 
BA16.png
                  ตัวอย่างแบบประเมินผลการฝึกงานของนักศึกษาสำหรับสถานประกอบการ
BA17.png

หน่วยงานที่ทำหน้าที่ประสานงาน ให้คำปรึกษาและเกี่ยวข้องกับการฝึกงาน

                  หน่วยงานที่ทำหน้าที่ประสานงานให้คำปรึกษา และเกี่ยวข้องกับการฝึกงาน คือ 
                  สำนักงานคณบดีคณะบริหารธุรกิจทำหน้าที่ประสานงานระหว่างสาขาวิชา นักศึกษา อาจารย์นิเทศ และสถานประกอบการ
                  สาขาวิชา              ทำหน้าที่กำหนดอาจารย์นิเทศ
                  นักศึกษา              ทำหน้าที่ฝึกงาน
                  อาจารย์นิเทศ           ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา
                  สถานประกอบการ        ทำหน้าที่เป็นสถานที่ให้นักศึกษาได้ฝึกงานถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับนักศึกษา

ปัญหาที่พบบ่อยในการไปนิเทศฝึกงานและแนวทางแก้ไข

นักศึกษาฝึกงานไม่ตรงกับที่เรียนมา

             แนวทางแก้ไขคือ เราควรไปปรึกษากับที่สถานที่ฝึกงาน แล้บอกเหตุที่เกิดขึ้นมาและขอคำแนะนำโดยอาจจะให้นักศึกษาย้ายไปหน่วยงานอื่น
             แต่ยังอยู่ในสถานประกอบการเดิมที่เป็นงานลักษณะใกล้เคียงกับที่เรียนมา                   

นักศึกษามีปัญหากับบุคลากรในสถานที่ฝึกงาน

             แนวทางแก้ไขคือ ถ้าปัญหายังไม่รุนแรงมาก เราควรไปปรึกษากับที่สถานที่ฝึกงานแล้วบอกเหตุที่เกิดขึ้นมาและขอคำแนะนำ
             โดยอาจจะให้นักศึกษาย้ายไปหน่วยงานอื่นแต่ยังอยู่ในสถานประกอบการเดิม  
             และร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสถานประกอบการมีการจัดหาพี่เลี้ยง / ผู้ดูแลนักศึกษาฝึกงาน ได้อย่างเหมาะสมและให้ความร่วมมืออาจารย์นิเทศเป็นอย่างดี                   

ปัญหาชู้สาว

             แนวทางแก้ไข คือเตือนนักศึกษาด้วยวาจาก่อน โดยประชุมร่วมกันกับสถานประกอบการอาจารย์นิเทศ คู่กรณี และนักศึกษา เพื่อหาทางออกร่วมกัน                   

ปัญหานักศึกษาขาด ลา มาสายบ่อย

             แนวทางแก้ไข คือ อาจจะมีสาเหตุหลายประการ เช่น อาจจะติดนิสัยตอนเรียนที่มหาวิทยาลัยดั้งนั้นเราควรบอกกล่าวนักศึกษาให้รู้จัก หน้าที่ และต้องรับผิดชอบ 
             และตระหนักว่าการฝึกงานนั้นมีประโยชน์ต่อตัวเองถ้าไม่มีความรับผิดชอบก็จะไม่ผ่านการฝึกงานบอกถึงผลที่เกิดจาก การสาย การลา 
             การขาดงานบ่อยขอความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย สถานประกอบการมีการจัดหาพี่เลี้ยง /ผู้ดูแลนักศึกษาฝึกงาน ได้อย่างเหมาะสม 
             และให้ความร่วมมืออาจารย์นิเทศเป็นอย่างดี                    

สาเหตุต่างๆ ที่ทำให้นักศึกษาไม่ผ่านการฝึกงาน

             แนวทางแก้ไข คือ เกิดจากวุฒิภาวะไม่เพียงพอ ต้องมีการอบรมก่อนไปฝึกงานมากๆต้องทำงานให้เต็มที่กับความสามารถของเรา 
             และต้องควบคุมอารมณ์ตนเองให้ได้และขอความร่วมมือจากสถานประกอบการมีการจัดหาพี่เลี้ยง / ผู้ดูแลนักศึกษาฝึกงาน ได้อย่างเหมาะสมและให้ความร่วมมืออาจารย์นิเทศเป็นอย่างดี                   

นักศึกษาต้องการย้ายสถานที่ฝึกงานหลังจากเริ่มฝึกงานไปแล้ว

             แนวทางแก้ไข คือประชุมร่วมกันกับสถานประกอบการ อาจารย์นิเทศ และนักศึกษา           
             เพื่อรับทราบถึงปัญหาและทางออกร่วมกัน โดยอาจจะให้เปลี่ยนแผนกฝึกงาน           
             หรือหากนักศึกษายืนยันจะเปลี่ยนสถานประกอบการต้องให้ถอนรายวิชาฝึกงานแล้วลงทะเบียนฝึกในปีการศึกษาต่อไป                   

สถานที่ฝึกงานไม่เหมาะสมให้ฝึกงาน (พบปัญหาหลังจากไปนิเทศ)

             แนวทางแก้ไข คือประชุมร่วมกันกับสถานประกอบการ อาจารย์นิเทศ และนักศึกษา          
             เพื่อรับทราบถึงปัญหาและทางออกร่วมกัน โดยให้ฝึกในลักษณะงานที่เหมาะสมกว่า                   

อื่นๆ

             -

โดยมีวัตถุประสงค์ในการฝึกงานดังต่อไปนี้

         1. เพื่อให้นักศึกษามีประสบการณ์ตรงในการฝึกงาน
         2. เพื่อให้นักศึกษานำทฤษฎีและหลักวิชาการไปใช้ในสภาพการทำงานจริง
         3. เพื่อให้นักศึกษารู้จักการทำงานร่วมกับบุคคลอื่นฝึกอดทนและมีความรับผิดชอบในหน้าที่
         4. เพื่อให้นักศึกษาเรียนรู้เทคนิคและทักษะในการทำงาน
         5. เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำประสบการณ์จากการฝึกงานมาปรับปรุงพัฒนาตนเอง

เทคนิคการเขียนบทความวิจัยและบทความวิชาการเพื่อตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ

ความหมายของบทความ

บทความ คือ ความเรียงที่เขียนขึ้นเพื่อนำเสนอข้อเท็จจริง หรือความคิดเห็นโดยมีหลักฐาน ข้อมูลทางวิชาการอ้างอิง ไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการ มีเหตุผลน่าเชื่อถือ มีวัตถุประสงค์ของการเขียนบทความคือเพื่อนำเสนอความรู้ ข้อเท็จจริง ความคิดเห็น ตั้งข้อสังเกต วิเคราะห์ วิจารณ์ เป็นต้น หากมีข้อเสนอแนะใดๆ ต้องเป็นไปในทางที่สร้างสรรค์

ประเภทของบทความ

แบ่งตามเนื้อหาของบทความ แบ่งได้เป็น 11 ประเภท ได้แก่

1. บทบรรณาธิการ เป็นบทความแสดงความคิดเห็นลักษณะหนึ่ง ที่เขียนขึ้นเพื่อเสนอแนวคิดหลักของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
2. บทความสัมภาษณ์ เป็นบทความที่เขียนขึ้นจากการสัมภาษณ์บุคคลเกี่ยวกับความคิดเห็นต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่อง หรือเกี่ยวกับชีวิตของบุคคล หรือจากการสัมภาษณ์บุคคล
หลายคนในหัวข้อเดียวกัน
3. บทความแสดงความคิดเห็นทั่วๆ ไป มีเนื้อหาหลายลักษณะ เช่น หยิบยกปัญหา เหตุการณ์ หรือเรื่องที่ประชาชนสนใจมาแสดงความคิดเห็น หรือผู้เขียนเสนอความคิดเห็นสนับสนุน
หรือคัดค้าน หรือทั้งสนับสนุนและคัดค้านความคิดเห็นในเรื่องเดียวกันของคนอื่นๆ เป็นต้น
4. บทความวิเคราะห์ เป็นบทความแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่ง ผู้เขียนจะพิจารณาเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เผยแพร่มาแล้วอย่างละเอียด โดยแยกแยะให้เห็นส่วนต่างๆ ของเรื่องนั้น ผู้เขียน
เสนอความคิดและวิเคราะห์เหตุการณ์เรื่องราวนั้นอย่างละเอียด แสดงข้อเท็จจริง เหตุผล เพื่อให้ผู้อ่านได้ความรู้ ความคิดเห็นเพิ่มเติม เกิดความคิดที่ชัดเจนยิ่งขึ้น แบ่งเป็น
บทความวิเคราะห์ข่าว และบทความวิเคราะห์ปัญหา
5. บทความวิจารณ์ เขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นในเชิงวิจารณ์เรื่องราวที่ต้องการวิจารณ์ด้วยเหตุผลและหลักวิชาเป็นสำคัญ เช่น “บทวิจารณ์วรรณกรรม” แสดงความคิดเห็นเชิงวิจารณ์
และประเมินค่าโดยใช้หลักวิชาและเหตุผล เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้จักวรรณกรรมเรื่องนั้นๆ อย่างลึกซึ้ง และ “บทวิจารณ์ศิลปะแขนงอื่นๆ” ซึ่งมีลักษณะเช่นเดียวกับบทวิจารณ์
วรรณกรรมแต่นำผลงานที่เป็นศิลปะแขนงอื่นๆ เช่น ภาพยนตร์ ละคร ภาพเขียน ดนตรี มาวิจารณ์
6. บทความสารคดีท่องเที่ยว มีเนื้อหาแนวบรรยาย เล่าเรื่องเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่มีทัศนียภาพสวยงามหรือมีความสำคัญในด้านต่างๆ เพื่อแนะนำให้ผู้อ่านรู้จักสถานที่
ท่องเที่ยวต่างๆ ชักชวนให้สนใจไปพบเห็นสถานที่นั้นๆ
7. บทความกึ่งชีวประวัติ เป็นการเขียนบางส่วนของชีวิตบุคคลเพื่อให้ผู้อ่านทราบ โดยเฉพาะคุณสมบัติ หรือผลงานเด่นที่ทำให้บุคคลนั้นมีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จในชีวิต
เพื่อชื่นชม ยกย่อง เจ้าของประวัติ และชี้ให้ผู้อ่านได้แง่คิด เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตให้ประสบความสำเร็จ
8. บทความครบรอบปี มีเนื้อหาแนวบรรยายเล่าเรื่องเกี่ยวกับเรื่องราว เหตุการณ์ พิธีการในเทศกาลหรือวันสำคัญ เช่น วันสำคัญทางศาสนา ทางประวัติศาสตร์ ทางวัฒนธรรม
เกี่ยวกับบุคคลสำคัญ เป็นต้น เป็นสิ่งที่ประชาชนสนใจเมื่อโอกาสนั้นมาถึง เช่น วันวิสาขบูชา เป็นต้น
9. บทความให้ความรู้ทั่วไป ผู้เขียนจะอธิบายให้ความรู้คำแนะนำในเรื่องทั่วๆ ไปที่ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น มารยาทการเข้าสังคม การแต่งกายให้เหมาะแก่กาลเทศะและ
บุคลิกภาพ เคล็ดลับการครองชีวิตคู่ เป็นต้น
10. บทความเชิงธรรมะ จะอธิบายข้อธรรมะให้ผู้อ่านทั่วๆ ไปเข้าใจได้ง่าย หรือให้คติ ให้แนวทางการดำเนินชีวิตตามแนวพุทธศาสนา เสนอหนทางแก้ปัญหาตามแนวพุทธปรัชญา
ปัจจุบันบทความลักษณะนี้มีมากขึ้น เพื่อให้ผู้อ่านมีแนวทางการดำเนินชีวิตในสังคมที่วิกฤตได้อย่างปกติสุขมากขึ้น
11. บทความวิชาการ มีจุดมุ่งหมายเพื่อนำเสนอความรู้ มุมมอง เนื้อหาจะแสดงข้อเท็จจริง ข้อความรู้ทางวิชาการเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยมักจะเป็นการนำเสนอความรู้หรือมุมมองใหม่หรือ
ต่อยอดความรู้ที่มีฐานมาจากความรู้เดิม อยู่ในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งโดยเฉพาะ อาจได้จากการเรียบเรียงจากหนังสือหรืองานวิจัยที่มี ผู้เขียนอาจจะเสนอเฉพาะเนื้อหาสาระ
ทางวิชาการหรือเสนอทั้งเนื้อหาสาระ ข้อเท็จจริงและแสดงความคิดเห็นในเชิงวิเคราะห์ วิจารณ์ หรืออาจเสนอผลการวิจัย

วิธีการเขียนบทความ

สำหรับการเขียนบทความทั่วไป เนื้อหาความรู้สำหรับนำมาเขียนต้องเป็นเรื่องที่มีสาระ ไม่ใช่เรื่องแต่งสมมติขึ้น เนื้อหาสำหรับนำมาเขียนบทความอาจได้มาจากหลายๆ วิธีรวมกันเช่น
การไปสัมภาษณ์บุคคล การซักถามสอบถามผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ การสืบเสาะแสวงหาว่าที่ใดมีอะไรบ้าง ไปดูสถานที่ ไปพบบุคคล ไปดูเหตุการณ์การกระทำ นำมาจากข่าว หนังสือพิมพ์
รายวัน ค้นคว้าจากหนังสือ บุคคลที่อยู่รอบตัว จากการเดินทางท่องเที่ยว ประเพณี พิธีการต่างๆ สามารถนำมาใช้เขียนบทความได้ทั้งสิ้น วิธีเขียนบทความที่ได้ดีผู้เขียนควรวางโครงเรื่องให้ดี
เพราะโครงเรื่องจะช่วยควบคุมการเขียน ให้เป็นไปตามแนวคิดที่ กำหนดไว้ ทั้งยังเป็นการป้องกันมิให้เขียนวกวน ซ้ำกลับไปกลับมาอีกด้วย
โครงเรื่องของบทความแบ่งเป็น 3 ตอน ได้แก่
1. คำนำ เป็นการเกริ่นบอกกล่าวให้รู้ว่าจะเขียนเรื่องอะไร การขึ้นคำนำมีอยู่ 2 แบบ คือ การกล่าวทั่วไปก่อนที่จะวกเข้าเรื่องที่จะเขียน และการกล่าวเจาะจงลงไปตรงกับเรื่องที่จะเขียน
การเขียนคำนำจะต้องให้น่าอ่านชวนติดตาม เพราะจะเป็นส่วนที่ถูกอ่านก่อนส่วนอื่นๆ
การเขียนคำนำต้องจูงใจผู้อ่าน ให้ติดตามเรื่องต่อไปจนจบ การเขียนคำนำมีหลายแบบดังนี้ นำด้วยข่าว นำด้วยการอธิบาย นำด้วยการเสนอความคิดเห็น นำด้วยการใช้คำที่ทำให้ผู้อ่าน
เกิดความสนใจ นำด้วยการบอกความสำคัญ นำด้วยการประชดประชันหรือเสียดสี นำด้วยคำถาม นำด้วยการสรุปใจความสำคัญของเรื่อง นำด้วยสุภาษิต คำคม บทกวี


2. เนื้อเรื่อง การเขียนเนื้อเรื่องแบ่งเป็น 2 ตอน คือ ส่วนแรกเป็นการขยายความ เมื่อเกริ่นในคำนำแล้วผู้อ่านยังติดตามความคิดได้ไม่ดีพอ ก็ต้องขยายความออกไป เพื่อช่วยให้เข้าใจ
ได้มากขึ้น ส่วนที่สองเป็นรายละเอียด มีการให้สถิติ รวบรวมข้อมูล การเปรียบเทียบหรือยกตัวอย่างประกอบ โดยต้องระวังอย่าให้มากเกินไป เนื้อเรื่องเป็นส่วนที่สำคัญและ
เป็นส่วนที่มีรายละเอียดมากที่สุด เป็นส่วนรวมความคิดและข้อมูลทั้งหมด ย่อหน้าแต่ละย่อหน้าในเนื้อเรื่องจะต้องสัมพันธ์เป็นเรื่องเดียวกัน มีลำดับขั้นตอนไม่วกวนไปมา
ก่อนที่จะเขียนบทความผู้เขียนจึงต้องหาข้อมูล หาความรู้ที่จะนำมาเขียนเสียก่อน ข้อมูลนั้นอาจได้จากการสัมภาษณ์ การสอบถามผู้รู้ หนังสือพิมพ์หรือหนังสือต่างๆ
การเขียนเนื้อเรื่องควรคำนึงสิ่งต่างๆ ดังนี้
- ใช้ถ้อยคำที่ถูกต้องตามความหมาย ใช้ตัวสะกดถูกต้องตามพจนานุกรม
- ใช้สำนวนโวหารให้เหมาะกับเรื่อง เช่น ใช้ถ้อยคำที่เป็นทางการ ใช้ศัพท์เฉพาะในการเขียน บทความทางวิชาการ ใช้ถ้อยคำที่ดึงเป็นภาษาปาก คำแสลง ในการเขียนบทความทั่วไป
- มีข้อมูล เหตุผล สถิติและการอ้างอิงประกอบเรื่อง เพื่อให้เข้าใจง่ายและน่าเชื่อถือ


3. สรุป เป็นส่วนที่แสดงทัศนะข้อคิดเห็นของผู้อื่น เป็นส่วนที่ฝากความคิดและปัญหาไว้กับผู้อ่านหลังจากที่อ่านแล้ว รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาที่มีด้วย การเขียนบทความ
ในส่วนสรุปหรือคำลงท้าย เป็นส่วนที่ผู้เขียนต้องการบอกให้ผู้อื่นทราบว่า ข้อมูลทั้งหมดที่เสนอมาได้จบลงแล้ว ผู้เขียนควรมีกลวิธี ที่จะทำให้ผู้อ่านประทับใจ การเขียนสรุป
หรือคำลงท้ายอาจใช้วิธีการต่างๆ เหล่านี้ได้แก่ สรุปด้วยคำถามที่ชวนให้ผู้อื่นคิดหาคำตอบ สรุปด้วยการแสดงความประสงค์ของผู้เขียน สรุปด้วยใจความสำคัญ สรุปด้วย
การใช้คำกล่าว คำคม บทกวี หรือ สรุปด้วยการเล่นคำ

ลักษณะของบทความที่ดี

บทความที่ดีควรมีลักษณะที่สำคัญ 4 ประการ คือ
  1. เนื้อหาของบทความเป็นไปในทางเดียวกัน เพื่อมุ่งสู่ประเด็นหลักที่ต้องการนำเสนอ
  2. มีการเน้นย้ำประเด็นสำคัญที่ต้องการนำเสนอด้วยประโยคใจความสำคัญ หรือสาระสำคัญที่โดดเด่น เนื้อความตลอดเรื่องควรกล่าวย้ำประเด็นหลักสำคัญของเนื้อเรื่องที่เขียนในบทความ
  3. มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กันโดยตลอด ทั้งในด้านการเรียบเรียงถ้อยคำ ข้อความ และการจัดลำดับเรื่อง ทุกประโยคในแต่ละย่อหน้า และทุกย่อหน้าในแต่ละเรื่องต้องเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ด้วยการใช้คำเชื่อมข้อความ ได้แก่ คำบุพบท เช่น กับ แต่ แด่ เพื่อ คำสันธาน เช่น และ รวมทั้ง ตลอดจน นอกจากนี้ คำประพันธสรรพนาม เช่น ที่ ซึ่ง อัน เป็นต้น
  4. เนื้อความชัดเจนกระจ่างแจ้ง อธิบายได้ครอบคลุมความคิดหลักที่ต้องการนำเสนอ ข้อมูลที่นำเสนอเป็นข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง หากเป็นความคิดเห็นต้องมีความสมเหตุสมผล
  5. ต้องมีความสมบูรณ์ด้านการใช้ภาษา คือ ต้องเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายการเขียนประเภทของบทความ เนื้อหาบทความ และกลุ่มผู้อ่าน

ความแตกต่างระหว่างบทความทั่วไปกับบทความวิชาการ

  1. บทความทั่วไป (general article) เป็นข้อเขียนที่นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องใด เรื่องหนึ่งในรูปแบบอิสระ ไม่เป็นทางการไม่มีรูปแบบแน่นอน อาจนำเสนอเพื่อความบันเทิงเพื่อวิจารณ์
    เหตุการณ์ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง หรือเพื่อให้ความรู้ บทความในลักษณะนี้เหมาะกับผู้อ่านทั่วๆ ไป ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้
              - ชื่อเรื่อง
- ส่วนเกริ่นนำ หรือ คำนำ
- ส่วนเนื้อเรื่อง แบ่งออกเป็น 3 ส่วนได้แก่
ส่วนที่ย่อย 1 ปูพื้นฐานความรู้ให้แก่ผู้อ่าน
ส่วนย่อยที่ 2 วิเคราะห์ข้อมูล โต้แย้ง ข้อเท็จจริง ให้เหตุผล หรือหลักฐานเพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้อ่าน
ส่วนย่อยที่ 3 เสนอความคิดเห็น
- ส่วนสรุป
- เอกสารอ้างอิง

2.บทความวิชาการ (academic article) เป็นข้อเขียนเชิงสาระที่หยิบยกประเด็นใดประเด็นหนึ่งที่ชัดเจน หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในแวดวงวิชาการ วิชาชีพ หรือเรียบเรียงขึ้นมากจาผลงานวิชาการของผู้เขียนเอง หรือของผู้อื่น ในลักษณะการวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ทัศนะหรือแนวคิดเดิม และหรือนำเสนอหรือเผยแพร่แนวคิดใหม่จากพื้นฐานวิชาการ เพื่อมุ่งให้ผู้อ่านเปลี่ยนหรือปรับเปลี่ยนแนวคิด ความเชื่อ มาสู่แนวคิดของผู้เขียน ดังนั้นบทความวิชาการจึงเน้นการให้ความรู้เป็นสำคัญและต้องอาศัยข้อมูลทางวิชาการ เอกสารอ้างอิง และเหตุผลที่พิสูจน์ได้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้อ่าน บทความทางวิชาการจึงมีความสำคัญทั้งต่อตัวผู้เขียน ต่อวงการวิชาการ/วิชาชีพ และต่อสังคม ในด้านต่างๆ ดังนี้

• ความสำคัญต่อผู้เขียนในแง่สะท้อนถึงความตื่นตัวทางวิชาการ ความสามารถในการจัดระบบความคิดและการนำเสนอ ด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน การนำไปใช้เพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ
• ความสำคัญต่อวงการวิชาการ/วิชาชีพ เป็นการกระจายความรู้และการพัฒนาองค์ความรู้
• ความสำคัญต่อสังคมด้วยการนำเสนอสาระความรู้และแนวความคิดต่างๆ เป็นจุดเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติในด้านต่างๆ

การเขียนบทความวิชาการ

ประเภทของบทความวิชาการทั่วไป แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่

  1. บทความวิชาการ คือ เอกสารที่เรียบเรียงจากผลงานวิชาการของตนเองหรือผู้อื่นในลักษณะที่เป็นการวิเคราะห์ วิจารณ์หรือเป็นบทความที่เสนอแนวความคิดใหม่ๆ จากพื้นฐานทางวิชาการนั้นๆ
  2. บทความวิจัย คือ บทความที่เขียนขึ้นจากงานวิจัยของตนเอง มีการกำหนดปัญหาและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน มีการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ สรุปและอภิปรายผลการวิจัย อันนำไปสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการ
  3. บทความวิจารณ์ คือ บทความที่ศึกษาผลงาน หรือแนวคิดอย่างใดอย่างหนึ่งโดยละเอียด รวมทั้งมีการวิเคราะห์และอภิปรายผลของเรื่องที่ศึกษาให้เห็นแนวโน้มว่าควรเป็นไปในทางใด มีข้อดีข้อเสียอย่างใด
    แสดงการเคลื่อนไหว การเกิดของความรู้ใหม่อย่างชัดเจน


ลักษณะบทความวิชาการที่ดี
  1. มีประเด็นหรือแนวคิดที่ชัดเจน มีเนื้อหาสาระทางวิชาการที่ถูกต้อง สมบูรณ์และทันสมัย #มีการวิเคราะห์ประเด็นตามหลักวิชาการ มีการสรุปประเด็น มีการสังเคราะห์ความรู้จากแหล่งต่างๆ
    และเสนอความรู้หรือวิธีการที่เป็นประโยชน์
  2. สอดแทรกความคิดริเริ่ม หรือ ความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์หรือแสดงทัศนะทางวิชาการของผู้เขียนอย่างชัดเจนและเที่ยงตรง
  3. มีการค้นคว้าอ้างอิงจากแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ ทันสมัย ครอบคลุม และมีการอ้างอิงอย่างเป็นระบบ ถูกต้องตามแบบแผน
  4. มีการนำเสนอข้อมูลที่เข้าใจง่าย และเป็นระบบ ใช้ศัพท์และภาษาทางวิชาการอย่างเหมาะสม มีตาราง แผนภูมิ ประกอบตามความจำเป็น เพื่อให้เข้าใจง่ายและชัดเจน


การเขียนบทความวิชาการมักประกอบด้วยส่วนประกอบดังนี้
- ชื่อเรื่อง
- บทคัดย่อ
- บทนำ หรือคำนำ
- วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
- กรอบแนวคิด
- การนำเสนอแนวคิด การพิสูจน์ข้อเท็จจริง
- บทสรุป
- เอกสารอ้างอิง

เทคนิคการเขียนบทความทางวิชาการ

จากส่วนประกอบแต่ละส่วนของโครงสร้างการเขียนบทความ มีเทคนิคสำหรับแนะนำดังนี้

  1. ชื่อเรื่อง ใช้ภาษาที่เป็นทางการ ชื่อเรื่องชัดเจนตรงไปตรงมา และครอบคลุมประเด็นของเรื่อง (บางกรณี)มีการกำหนดความยาวของชื่อเรื่อง
  2. ชื่อผู้เขียน ต้องใช้ชื่อจริง ไม่ใช้นามแฝง
  3. บทคัดย่อ ควรเขียนให้กระชับ เน้นประเด็นสำคัญของงานที่ต้องการนำเสนอ ส่วนใหญ่มีการกำหนดความยาวของบทคัดย่อ เช่น ไม่เกิน 10-15 บรรทัด มักมีจะประกอบด้วยเนื้อหา 3 ส่วนคือ เกริ่นนำ สิ่งที่ทำ
    และสรุปผลสำคัญที่ได้ ซึ่งอ่านแล้วต้องเห็นภาพรวมทั้งหมดของงาน ควรมีคำสำคัญที่ต้องเขียนเป็นสิ่งสุดท้ายหลังจากเขียนส่วนอื่นทั้งหมดแล้ว
  4. ความนำ/บทนำ เขียนปูพื้นฐานเพื่อดึงความสนใจของผู้อ่านสู่เนื้อเรื่อง ให้เห็นความสำคัญและสร้างบรรยากาศให้ติดตามต่อไป ควรเขียนให้กระชับ ตรงประเด็น ไม่ยืดเยื้อ สอดคล้องกับชื่อเรื่อง โดยจับประเด็นจากชื่อเรื่องแล้วนำเข้าสู่บริบท เนื้อหา ในส่วนนี้สามารถกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของบทความ ที่มาของบทความ ขอบเขตของบทความนั้น เพื่อช่วยให้ผู้อ่านไม่คาดหวังเกินจากขอบเขตที่กำหนด อาจมีคำจำกัดความหรือนิยามต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน กรณีที่คำเหล่านั้นใช้ในความหมายที่แตกต่างจากความหมายทั่วไป/เป็นคำที่อาจจะไม่เข้าใจความหมาย
  5. เนื้อเรื่อง ประเด็นที่ควรคำนึงถึงในการเขียนเนื้อหา คือการวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ต้องเป็นไปอย่างมีหลักการ ทฤษฎี หรือหลักฐานอ้างอิงอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ มีความเป็นเหตุเป็นผลที่น่าเชื่อถือ มีการอ้างอิงข้อมูลที่เชื่อถือได้ การใช้ภาษา บทความทางวิชาการ(ภาษาไทย) ต้องใช้คำในภาษาไทย หากคำไทยนั้นยังไม่เป็นที่เผยแพร่ ควรใช้คำภาษาต่างประเทศไว้ในวงเล็บ ในกรณีที่ไม่สามารถหาคำไทยได้ จะต้องเป็นการทับศัพท์ก็ควรเขียนคำนั้นให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของราชบัณฑิตยสถาน ต้องพิถีพิถันในการเขียนตัวสะกดการันต์ต่างๆให้ถูกต้องตามพจนานุกรมฯ และควรตรวจทานงานของตนไม่ให้ผิดพลาด
  6. บทสรุป/บทส่งท้าย การสรุปประเด็นสำคัญๆของบทความนั้นๆ โดยการเลือกเก็บประเด็นสำคัญๆของบทความนั้นมาเขียนรวมไว้อย่างสั้นๆท้ายบท หรือ อาจใช้วิธีการบอกผลลัพธ์ว่า สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดมีความสำคัญอย่างไร สามารถนำไปใช้อะไรได้บ้าง หรือจะทำให้เกิดอะไรต่อไป หรือ อาจใช้วิธีการตั้งคำถามหรือให้ประเด็นทิ้งท้ายกระตุ้นให้ผู้อ่านไปแสวงหาความรู้/คิดค้นพัฒนาเรื่องนั้นต่อไป
  7. ส่วนอ้างอิงสะท้อนว่างานเขียนนั้นอยู่บนพื้นฐานของวิชาการที่ได้มีการศึกษาค้นคว้า วิจัยมาแล้ว เป็นการให้เกียรติเจ้าของผลงานที่นามาอ้าง เป็นหลักฐานให้ผู้อ่านสามารถไปสืบเสาะ แสวงหาความรู้เพิ่มเติม หรือติดตามตรวจสอบหลักฐานได้ รูปแบบการอ้างอิง จะขึ้นอยู่กับการกำหนดของแหล่งเผยแพร่บทความทางวิชาการนั้นๆ


และจากการฟังบรรยายจาก รศ. ดร.โยธิน แสวงดี สรุปเทคนิคการเขียนบทความวิชาการเพิ่มเติมดังนี้

  1. วางเค้าโครงหัวข้อหลักและหัวข้อย่อยต่างๆ ที่ต้องการจะเขียนลงในเศษกระดาษก่อน โดยคำนึงถึงจำนวนหน้าที่ถูกกำหนดให้เขียนเนื้อหาทั้งหมด รูปแบบข้อกำหนดของสำนักพิมพ์ เช่น บรรณาธิการกำหนดให้ผู้เขียนต้องเขียนบทความอยู่ระว่าง 10-12 หน้า A4 ผู้เขียนจะต้องกำหนดจำนวนหน้ากระดาษสำหรับเขียนบทความเอาไว้ 12 แผ่น แล้วกำหนดหัวข้อหลักๆ และหัวข้อย่อย โดยจะต้องยึดตามข้อกำหนดของสำนักพิมพ์อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการไม่รับบทความอันเนื่องมาจากเขียนผิดรูปแบบของสำนักพิมพ์ หลังจากนั้นกระจายหัวข้อหลักๆ ตามโครงสร้างของบทความที่ถูกกำหนดเอาไว้ ได้แก่ ส่วนแสดงชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง บทคัดย่อ บทนำ วิธีการหรือกรอบแนวคิด อภิปรายผล บทสรุปและข้อเสนอแนะ เอกสารอ้างอิง เป็นต้น
                                                              ภาพที่ 1 ตัวอย่างการวางเค้าโครงหน้าบทความก่อนเริ่มเขียนบทความ
                        11.jpeg
2. ควรมีการกำหนดหัวข้อหลักและหัวข้อย่อย เพื่อให้สะดวกและง่ายต่อการอ่าน การกำหนดหัวข้อหลักและหัวข้อย่อย ให้นึกถึงจุดสำคัญหรือประโยคสำคัญเขียนใส่ลงไปก่อน จากนั้นจึงค่อยมาเรียบเรียงลำดับหัวข้อย่อยและประโยคสำคัญเหล่านั้นตามลำดับความต่อเนื่องที่ควรจะเป็น เช่น หัวข้อไหนควรอยู่ก่อนจึงจะอ่านเข้าใจง่าย ควรจะเอาหัวข้อที่กล่าวรวมๆ ขึ้นมาก่อน แล้วเก็บหัวข้อที่เน้นรายละเอียดเอาไว้ทีหลัง โดยเรียงลำดับความต่อเนื่องกัน
3. เขียนรายละเอียดเนื้อหาที่ต้องการใส่ลงไป ในแต่ละหัวข้อ และควรมีคำนำโปรยในตอนต้นเรื่องสักเล็กน้อยขยายแนวความคิดของแต่ละหัวข้อย่อยลงไปบนกระดาษ ไม่จำเป็นต้องเขียนเรียงตามลำดับหัวข้อ หัวข้อไหนที่ยากหรือยังนึกไม่ออกว่าจะเขียนอย่างไรให้เก็บไว้ก่อน เขียนหัวข้อที่คิดว่าจะเขียนได้เร็วก่อน แล้วจึงค่อยกลับมาเขียนหัวข้อที่เหลือในภายหลัง หรือเมื่อนึกออกว่าจะเขียนรายละเอียดส่วนนั้นอย่างไร
4. ตรวจทานทบทวนเพื่อดูว่ายังขาดข้อความอะไรมาเชื่อมโยงแต่ละหัวข้อเข้าด้วยกัน ถ้ายังขาดอยู่ให้เพิ่มข้อความหรือเพิ่มหัวข้อเข้ามาอีก โดยให้ข้อความของแต่ละหัวข้อสัมพันธ์กัน อาจจะต้องเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงประโยคในตอนต้นหรือตอนท้ายของแต่ละหัวข้อไปบ้างเพื่อความสอดคล้องกัน
5. กรณีบทความเป็นภาษาไทยให้ใช้ศัพท์เทคนิคเท่าที่จำเป็น และพยายามใช้ภาษาอังกฤษให้น้อยที่สุด ศัพท์เทคนิคคำใดมีคำแปลเป็นภาษาไทยให้ใช้ภาษาไทย โดยยึดจากพจนานุกรม เช่น Air Conditioner ให้แปลว่า เครื่องปรับอากาศ เป็นต้น แต่ถ้าแปลแล้วไม่แน่ใจว่าผู้อ่านจะเข้าใจได้ถูกต้องควรวงเล็บภาษาอังกฤษไว้ด้วย ยกเว้นไม่สามารถจะแปลเป็นภาษาไทยได้ ให้ทับศัพท์เป็นภาษาไทยแล้ววงเล็บภาษาอังกฤษกำกับ
6. พยายามใช้คำธรรมดาง่ายๆ ซึ่งคนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายและยังคงความถูกต้องอยู่ได้ ตัวอย่างเช่น “....เราจะวัดความต่างศักย์ของสายไฟบ้านได้ 220 โวลต์....” ผู้อ่านอาจจะงงกับคำว่า “ความต่างศักย์” ซึ่งเป็นศัพท์วิชาการ ในกรณีเช่นนี้ควรใช้คำว่า “แรงดันไฟฟ้า” แทน เพราะจะทำให้คนอ่านเข้าใจได้ดีกว่า
7. ใช้ประโยคที่กระชับ ไม่กำกวม พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ประโยคยาวๆ ที่ดูยืดยาด และประโยคซ้อนประโยคที่อาจทำให้เข้าใจความหมายผิดไป
8. ให้เป็นเหตุเป็นผลตามลำดับที่ควรจะเป็น ตัวอย่างเช่น “....เนื่องจากนักศึกษามีทัศนคติแบบนี้ ทำให้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม” จะต้องมีการอธิบายทัศนคติแบบไหน จึงทำให้นักศึกษามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และไม่เหมาะสมอย่างไร ผู้เขียนควรให้เหตุผลเพื่อขยายความให้ชัดเจน
9. เนื้อหาเป็นปัจจุบัน ให้พิจารณาดูว่ามีข้อมูลใดที่อาจจะไม่เป็นจริงในปัจจุบัน เช่น ถ้าคุณเขียนบทความเกี่ยวกับดาวเคราะห์ในระดับสุริยะจักรวาล ต้องให้ข้อมูลใหม่ว่า ดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์แคระ, นักศึกษาในระดับอุดมศึกษาในเขตกรุงเทพฯ มีอัตราการตั้งท้องในวัยเรียนสูงกว่าวัยรุ่นที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด ผู้เขียนต้องหาข้อมูลยืนยันให้มั่นใจว่าเป็นข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง และเป็นปัจจุบัน การเขียนบทความไม่ควรใช้คำว่า ในปัจจุบัน แต่ควรใช้การระบุเวลา เช่น จากผลการวิจัยในปี พ.ศ. 2557 ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ชี้ให้เห็นว่า .....
10. การใช้ตาราง และรูปภาพประกอบในการเขียนบทความ จะช่วยให้การอธิบายต่างๆ ง่ายขึ้น ชัดเจนขึ้น และยังช่วยกระตุ้นความสนใจได้เป็นอย่างดี โดยยึดหลักและรูปแบบของภาพตามรูปแบบที่กองบรรณาธิการกำหนด เช่น ใช้คำว่า รูปที่ ภาพที่ ตารางที่ ซึ่งแต่ละแห่งจะมีหลักเกณฑ์ต่างกันไป ใช้รูปภาพประมาณ 3-4 ภาพรูปเท่าที่จำเป็นไม่มากจนเกินไป แต่ละรูปภาพควรมีคำอธิบายอยู่ใต้รูปด้วยว่าเป็นอะไร ใช้ทำอะไร หรือต้องการแสดงอะไร รูปและเนื้อหาสอดคล้องกัน ทุกครั้งที่เขียนอ้างถึงรูป ควรอ่านตรวจสอบด้วยว่า เขียนตรงกับข้อมูลในรูปหรือไม่ เช่น ในบทความเขียนว่าจากรูป 1.1 สถิติการพ้นสภาพของนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ ให้ตรวจสอบดูว่ากราฟในรูปที่ 1.1 แสดงอย่างนั้นจริงๆ หรือไม่
                   หมายเหตุ “ส่วนประกอบของบทความทางวิชาการจะประกอบไปด้วยรายละเอียดอะไรบ้างนั้น จะขึ้นอยู่กับกองบรรณาธิการผู้จัดทำวารสารทางวิชาการนั้นๆ 
เป็นผู้กำหนดและให้จัดทำเป็นรูปแบบของบทความทางวิชาการ สำหรับให้ผู้เขียนได้ยึดถือปฏิบัติเมื่อต้องการส่งบทความลงพิมพ์ในวารสาร/หรือการนำเสนอในที่ประชุมทางวิชาการ”

การเขียนบทความวิจัย

บทความวิจัยจัดเป็นเอกสารทางวิชาการประเภทเดียวกับรายงานการวิจัย (Research report) กล่าวคือ มีสาระ และรูปแบบการนำเสนอที่คล้ายคลึงกัน แต่มีลักษณะต่างกันที่สำคัญ 3 ประการ คือ

  1. บทความวิจัยเป็นเอกสารทางวิชาการที่นักวิจัยเขียนขึ้นในรูปบทความวิชาการ เพื่อนำเสนอข้อค้นพบเชิงประจักษ์และหรือนวัตกรรมที่เป็นผลงาน ผ่านสื่อประเภทต่างๆ รวมทั้งการเผยแพร่ในที่ประชุมวิชาการ เนื่องจากวารสารมีจำนวนหน้าที่จากัด และการประชุมฯมีเวลาจากัด บทความวิจัยจึงมีความยาวจากัด มีจำนวนหน้าน้อยกว่ารายงานการวิจัย
  2. บทความวิจัยเป็นเอกสารทางวิชาการที่ทันสมัย ทันเหตุการณ์มากกว่ารายงานการวิจัย เพราะในระหว่างการดำเนินการวิจัย นักวิจัยอาจตัดตอนผลการวิจัยนาร่องหรือผลงานวิจัยบางส่วนนำเสนอเป็นบทความวิจัยเพื่อเผยแพร่หรือตรวจสอบความคิดได้ บทความวิจัยจึงอาจเป็นส่วนหนึ่งของรายงานการวิจัยที่นักวิจัยนำเสนอก่อนรายงานการวิจัย และเป็นสารสนเทศที่ทันเหตุการณ์มากกว่ารายงานการวิจัยที่มีการเผยแพร่เมื่อเสร็จสิ้นโครงการวิจัย
  3. คุณภาพของบทความวิจัยค่อนข้างเป็นมาตรฐานมากกว่ารายงานการวิจัยโดยทั่วไป เพราะต้องผ่านการตรวจสอบเนื้อหาสาระและรูปแบบให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานของวารสารหรือคณะกรรมการจัดประชุม


สำหรับเนื้อหาความรู้ที่นำมาเขียนบทความวิจัย จะมีลักษณะของการเขียนบทความอยู่ 2 รูปแบบคือ

  1. บทความที่เขียนขึ้นก่อนเริ่มต้นการทำวิจัย หรือยังอยู่ระหว่างการทำวิจัย
  2. บทความที่เขียนขึ้นหลังจากทำวิจัยเสร็จแล้ว การตีพิมพ์บทความวิชาการ จะต้องคัดเลือกวารสารที่เหมาะสมกับเรื่องและสาขาวิชาที่วารสารนั้นถนัด
                                  ส่วนประกอบของบทความวิจัยประกอบด้วย
- ชื่อเรื่อง
- ชื่อผู้แต่ง
- บทคัดย่อ (abstract) ประกอบด้วยบทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
- คำสำคัญ
- บทนำ หรือ กล่าวนำ (introduction)
- วิธีการศึกษา
- ผลการศึกษา ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
- อภิปรายผล
- บทสรุป และข้อเสนอแนะ(conclusion)
- ส่วนอ้างอิง/ภาคผนวก

เทคนิคการเขียนบทความวิจัย

1. บทคัดย่อ เป็นเนื้อหาสาระส่วนที่นำเสนอวัตถุประสงค์การวิจัย วิธีการวิจัย และผลการวิจัยโดยสรุป (รวมทั้งข้อเสนอแนะในการวิจัย) เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพรวมงานวิจัยทั้งฉบับ เป็นข้อความที่มีคำสำคัญทั้งหมดในบทความวิจัย และเป็นข้อความสั้น กะทัดรัดไม่เยิ่นเย้อ มักมีการกำหนดความยาวของบทคัดย่อ (ภาษาไทยมักกำหนดเป็นจำนวนบรรทัด ขณะที่ภาษาอังกฤษมักกำหนดเป็นจำนวนคำ และมักกำหนดให้มีคำสำคัญ (Keywords) ไว้ด้วย
2. ส่วนนำ ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน
             •	  ส่วนแรก เป็นการบรรยายให้ผู้อ่านได้ทราบว่าบทความวิจัยนี้พัฒนามาจากผลงานวิจัยที่มีมาก่อนหน้านี้อย่างไรบ้างและนำมาสู่ปัญหาวิจัยอย่างไร (ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย) 
• ส่วนที่สอง กล่าวถึงปัญหาวิจัยและวัตถุประสงค์การวิจัย
• ส่วนที่สาม คือ รายงานเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยเฉพาะส่วนที่เป็นทฤษฎีและงานวิจัยที่สำคัญที่นำไปสู่การสร้างกรอบแนวคิดสำหรับการวิจัย รวมทั้งสมมติฐานการวิจัย
• ส่วนที่สี่ เป็นรายงานระบุเหตุผลพร้อมเอกสารอ้างอิงในการเลือกวิธีดำเนินการวิจัยที่ใช้ในบทความวิจัยนี้ เพื่อเตรียมผู้อ่านให้สามารถเชื่อมโยงความคิดกันเนื้อหาสาระในส่วนต่อไป
3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล คือส่วนสำหรับบรรยายว่าจะเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร และนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลพร้อมทั้งการตีความ มีการนำเสนอตารางและภาพประกอบเท่าที่
จำเป็น ผลการวิเคราะห์ที่สำคัญในตารางหรือภาพประกอบต้องมีการบรรยายในส่วนที่เป็นข้อความด้วย มิใช่การเสนอตารางหรือรูปโดยไม่มีการบรรยาย
4. การอภิปราย/การสรุปผล เป็นการบรรยายสรุปข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัย ประกอบการอธิบายว่า ข้อค้นพบมีความขัดแย้ง/สอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยและผลงานวิจัยในอดีตอย่างไร พร้อมทั้งเหตุผลที่เป็นเช่นนั้น
5. การอภิปรายข้อจำกัด/ข้อบกพร่อง ข้อดีเด่น ซึ่งนำไปสู่ข้อเสนอแนะในทางปฏิบัติและข้อเสนอแนะในการวิจัยต่อไป
6. ส่วนอ้างอิง/ภาคผนวก ส่วนอ้างอิง ประกอบด้วยบรรณานุกรม และเชิงอรรถ ส่วนที่เป็นภาคผนวก ส่วนที่ผู้วิจัยนำเสนอสาระที่ผู้อ่านควรได้รับรู้เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่นำเสนอในบทความ เช่น ตัวอย่างเครื่องมือวิจัย เป็นต้น


บทความวิจัยจำนวนมากถูกปฏิเสธมีเหตุผลสำคัญมาจากขาด Argument หรือ ไม่ได้เขียนเน้นให้เห็นอย่างชัดเจนไว้ตั้งแต่ต้น การที่ไม่มี argument บทความจะถูกพิจารณาเป็นงาน
ประเภท not original, not significant, disorganized หลังจากที่สร้าง argument เราจะต้องเขียนบทความตามที่เราสร้างขึ้น ต้องจำไว้ว่า “argument drive article not data
drive article, organizing your article around your argument.”


Argument คือ วาทกรรม(discourse) ที่เขียนขึ้นเพื่อต้องการเสนอความคิดให้เกิดข้อสงสัย และนำเสนอข้อมูลเพื่อแก้ข้อสงสัยนั้น คือ ความพยายามที่จะชักชวนให้ผู้อ่านเชื่อในบางสิ่ง
บางอย่าง ที่มีความสำคัญ สมมุติฐานก็จะอยู่ในฐานะที่เป็นส่วนของ argument ด้วย argument จะมีองค์ประกอบอย่างน้อยอยู่ 2 ส่วนคือ a claim and evidence for the claim
สิ่งที่อ้างขึ้นและข้อมูลที่สนับสนุน หรือที่เรียกว่าสิ่งที่จะมาพิสูจน์การสร้าง argument ต้องมาจากการสำรวจความรู้ที่ดีพอ ดังนั้นวิธีการเขียนคือ การเขียนมักจะเป็นว่างานวิจัย
ชิ้นนี้ต้องการโต้แย้ง หรือต้องการจะสร้างข้อถกเถียงในประเด็น ( In this article, I argue that…) นอกจากนี้ต้องแสดงหลักฐาน (evidence) ตามที่เราสร้างข้อโต้แย้ง หรือข้อถกเถียงที่สร้างขึ้นด้วย


การเขียนบทความวิจัย มีแนวทางดังนี้

  1. จะต้องเป็นบทความที่ลดรูปหรือนำงานวิจัยมาเขียนใหม่ และผู้เขียนต้องมีความเข้าใจกระจ่างแจ้งในรายงานการวิจัยที่จะนำมาเขียน
  2. เริ่มต้นจากการทำโครงร่าง การจัดลำดับความคิด การเรียบเรียงเนื้อหาสาระ เขียนเป็นฉบับร่าง จากนั้นทิ้งไว้ 1-2 สัปดาห์ จึงนำมาอ่านเพื่อปรับปรุงทบทวนและภาษา ตลอดจนแบบการเขียนให้ถูกต้องตามแบบของบทความวิจัย การใช้ภาษาทางการที่เป็นมาตรฐาน มีความเหมาะสมกับผู้อ่านที่เป็นนักวิชาการ และใช้ภาษาถูกต้องตามหลักภาษา
  3. ต้องมี major argument ที่ชัดเจนโดยนำประเด็นที่เด่นที่สุดในงานวิจัยมาเขียนเพียง 1 หรือ 2 ประเด็น ดังนั้นจะต้องปรับชื่อเรื่องและเนื้อหาให้มีความสอดคล้องกับบทความที่เขียนขึ้นใหม่ขณะที่เนื้อหาในบทความต้องมีความสมบูรณ์ในแบบมาตรฐานของงานวิชาการ การนำเสนอเนื้อหา ควรนำเสนอสาระสำคัญของงานวิจัยอย่างตรงไปตรงมา ชัดเจน ถูกต้องและสมบูรณ์จนผู้อ่านสามารถทำวิจัยในลักษณะเดียวกันได้
  4. บทความวิจัยไม่ใช่สรุปย่องานวิจัย การเขียนจะต้องกะทัดรัด ตรงประเด็น บอกกระบวนการ มีสาระที่ชัดเจน มีระบบอ้างอิงที่ถูกต้อง ให้ข้อมูลตามหลักวิชาที่ถูกต้อง
  5. การลำดับเนื้อหาควรเป็นไปตามหลักการวิจัย มีความต่อเนื่องตั้งแต่ต้นไปจนถึงการสรุป และอภิปรายผลการวิจัย แต่ละย่อหน้ามีประโยคสำคัญ และมีความเชื่อมโยงถึงกัน การใช้คำศัพท์ ควรใช้คำศัพท์ที่มีการบัญญัติศัพท์เป็นทางการหรือคำศัพท์ที่ได้รับการรับรองใช้กันแพร่หลาย ถ้าเป็นคำศัพท์ใหม่จากภาษาต่างประเทศควรมีวงเล็บกำกับ หรือมีเชิงอรรถอธิบายความหมาย เมื่อเลือกใช้คำศัพท์ใดควรใช้คำนั้นตลอดบทความวิจัย
  6. การเขียนประโยค ควรเป็นประโยคสมบูรณ์ และพยายามใช้ประโยคสั้น หลีกเลี่ยงประโยคซ้อน ควรระมัดระวังเครื่องหมายวรรคตอนให้ถูกต้องทุกประโยค

การเผยแพร่ และการเลือกวารสารเพื่อตีพิมพ์ ที่เหมาะสมสำหรับสาขาวิชาด้านบริหารธุรกิจ

วารสารที่ตีพิมพ์บทความวิชาการแบ่งเป็น 2 ประเภทคือตีพิมพ์บทความทางด้านสาขาความรู้ใหญ่ เช่น วารสารทางสังคมศาสตร์ วารสารธรรมศาสตร์ วารสารศิลปากร วารสารร่มพฤกษ์ และสาขาความรู้เฉพาะ เช่น วารสารเศรษฐศาสตร์ วารสารกฎหมาย วารสารประวัติศาสตร์ เป็นต้น การส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ต้องเลือกวารสารที่มีค่า impact factor และถูกนำไปใช้อ้างอิง (citation) สูงๆ
บทความวิชาการ หรือ บทความวิจัยที่จะถูกนำไปตีพิมพ์ในวารสารวิชาการจะต้องผ่านกระบวนการ 2 ขั้นตอนคือ

  1. บรรณาธิการ(editor) หรือกองบรรณาธิการคือ บุคคลที่จะทำหน้าที่พิจารณาเบื้องต้น ซึ่งเป็นการพิจาณาภายนอก โดยดูที่บริบท (context) ของบทความ เช่น ความทันสมัย การนำไปใช้ประโยชน์วงกว้าง รูปแบบการเขียน การอ้างอิง
  2. peer reviewer เป็นผู้เชี่ยวชาญและมีความรู้เฉพาะสาขาที่กองบรรณาธิการ คัดเลือกขึ้นมาทำหน้าที่พิจารณาทั้งหมด ซึ่งจะต้องมีอย่างน้อย 2 คน ในขั้นตอนนี้จะเน้นที่เนื้อหา ความถูกต้องตามหลักวิชาการในสาขา


เมื่อบรรณาธิการของวารสารฉบับนั้นได้รับบทความที่ผู้เขียนส่งไปให้แล้ว และคณะกรรมการซึ่งเชี่ยวชาญในเรื่องที่ผู้เขียนแต่ละคนส่งมาพิจารณา หลังจากพิจารณาแล้วจะแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้เขียนทราบ ซึ่งคำตอบที่อาจจะได้รับจะมี 3 รูปแบบคือ

  1. บทความไม่ผ่านการพิจารณาลงในวารสาร ในกรณีที่บทความที่ไม่ผ่านการพิจารณาเลยจะถูกส่งกลับคืนไปให้หรือไม่คืนก็ได้ เหตุผลที่ไม่ผ่านนั้นอาจจะเป็นว่าเนื้อหาไม่เหมาะสมกับผู้อ่านวารสารฉบับนั้น อาจจะเป็นเนื้อหาที่เคยลงในวารสารแล้ว หรือเนื้อหาล้าสมัยไม่น่าสนใจ หรืออาจจะเป็นบทความที่เหมาะจะเป็นตำราเรียนมากกว่าเพราะเนื้อหายาวมาก หรืออาจจะเป็นบทความที่ไม่มีใครในกองบรรณาธิการวารสารฉบับนั้นอ่านเข้าใจเลย
  2. บทความผ่านการพิจารณาให้ลงในวารสาร แต่ให้ปรับปรุงแก้ไข เนื่องจากบางบทความอาจจะดีมากแต่ยังคงมีบางส่วนที่ยังไม่เหมาะสม เช่น อาจจะมีจุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้เขียนอาจจะมองข้ามไป หรือคุ้นเคยกับปัญหานั้นมากเกินไป แต่กองบรรณาธิการคาดว่าผู้อ่านคงอยากจะทราบ หรืออาจจะมีบางข้อความไม่ชัดเจนพอ ในกรณีนี้กองบรรณาธิการอาจจะขอให้ผู้เขียนปรับแก้บางข้อความ หรือให้เพิ่มเติมบางส่วน เพื่อให้แน่ใจว่าบทความของคุณจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านของเขามากยิ่งขึ้น
  3. บทความผ่านการพิจารณาให้ลงในวารสาร ถ้าบทความของผ่านการพิจารณา จะแจ้งให้ผู้เขียนทราบ และอาจกำหนดให้ด้วยว่าจะนำลงในฉบับไหน หรือเดือนไหน อย่างไรก็ตาม แม้บทความของคุณจะสมบูรณ์พอสมควร กองบรรณาธิการอาจขอสิทธิในการตั้งหรือดัดแปลงชื่อบทความให้น่าอ่านขึ้น หรืออาจจะเพิ่มเติมข้อความสั้นๆ โปรยใต้ชื่อบทความ หรือแก้ไขสำนวนบางส่วนให้ถูกต้องตามหลักการใช้ภาษา หรือเพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น บางทีถ้าบทความยาวมาก เขาอาจจะแบ่งออกเป็นตอนๆ ตามความเหมาะสม


หลังจากที่บทความนั้นได้รับการตีพิมพ์แล้ว กองบรรณาธิการมักจะไม่ส่งต้นฉบับกลับคืนมาให้ เพราะความไม่สะดวกหลายประการ แต่จะส่งวารสารฉบับที่นำลงแล้วนั้นมาให้ผู้เขียนแทน และอาจมีค่าสมนาคุณมาให้ด้วยทางธนาณัติ ซึ่งมูลค่าจะมากหรือน้อยแล้วแต่กิจการของวารสารนั้นๆ

เกณฑ์มาตรฐานของวารสารระดับนานาชาติ

  1. บทความในวารสารต้องตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด
  2. กองบรรณาธิการวารสารติองมีผู้มีทรงคุณวุฒิจากภายนอกประเทศไม่น้อยกว่า 25%
  3. ต้องมีบทความที่ผู้เขียนมาจากภายนอกประเทศไม่น้อยกว่า 25% ของจำนวนบทความทั้งหมด
  4. บทความในวารสารวิชาการ ต้องมีผู้ประเมินจากภายนอกประเทศ
  5. ไม่น้อยกว่า 50%


รายชื่อวารสารที่ผ่านเกณฑ์#MANUSUYA: Journal of Humanities (ISSN:0859-9920)

  1. Mon-Khmer Studies (ISSN:0147-55207)
  2. PASAA (ISSN:0125-2488)
  3. Prajna Vihara (ISSN:15136442)
  4. Sasin Journal of Management (ISSN:0859-22659)
  5. The Journal of the Siam Society (ISSN:0857-7099)
  6. Journal of Population and Social Studies (ISSN:0857-717X)
  7. Thammasat Review (ISSN:0859-5747)
  8. Journal of Asian Review(ISSN:0125-3638)


วารสารวิชาการระดับชาติ
มาตรฐานวารสารเบื้องต้น(Basic Journal Standard)

  1. วารสารต้องออกตรงเวลาและต่อเนื่อง
  2. วารสารต้องตีพิมพ์ไม่น้อยกว่า 2 ฉบับต่อปี และควรมี 16 บทความต่อปี
  3. วารสารต้องมีบทวิจารณ์หนังสือ และควรตีพิมพ์บทความปริทรรศน์เป็นครั้งคราว
  4. บทความแต่ละบทความต้องมีบทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
  5. วารสารต้องมีรูปแบบต้นฉบับสม่ำเสมอ เช่น แสดงชื่อบทความ ชื่อผู้แต่ง ต้นสังกัด และรายการอ้างอิงที่มีรูปแบบเดียวกัน
  6. บทความแต่ละบทความต้องมีผู้ประเมินไม่น้อยกว่า 2 ท่าน และควรเป็นผู้ประเมินจากภายนอกหน่วยงานอย่างน้อย 1 ท่าน
  7. กำหนดให้มีการประเมินคุณภาพวารสารทุก 2 ปี


กองบรรณาธิการ (Editorial Content) ของวารสารวิชาการในประเทศต้องมีศาสตราจารย์ หรือผู้ทรงคุณวุฒิระดับปริญญาเอกจากภายนอกสถาบันที่จัดพิมพ์วารสารนั้น หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่มีผลงานโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ยอมรับในสาขาวิชานั้นๆ และหัวหน้ากองบรรณาธิการหรือกองบรรณาธิการของวารสารมีผลงานวิจัย ตีพิมพ์อย่างต่อเนื่อง และยังมีข้อกำหนดถึงความหลากหลายผู้นิพนธ์และการอ้างอิง(Contribution Diversity and Citations) ได้แก่บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการต้องมีบทความที่ผู้เขียนมาจากสถาบันอื่นที่มิใช่สถาบันที่จัดทำวารสารนั้นไม่น้อยกว่า 25 % ของจำนวนบทความทั้งหมด และวารสารที่มีค่า Journal Impact Factors ใน 3 ปีที่ผ่าน


มามาตรฐานต่างๆ เหล่านี้คือเกณฑ์มาตรฐานสำหรับกำหนดคุณภาพของวารสารที่เป็นที่ยอมรับ การทราบเกณฑ์มาตรฐานนี้ ทำให้ผู้เขียนบทความวิชาการเพื่อตีพิมพ์จะได้ใช้เป็นแนวทางสำหรับเขียนบทความให้ได้ตามมาตรฐานเพื่อให้ได้รับการตอบรับให้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับนั่นเอง สำหรับวารสารภาษาไทยที่เป็นที่ยอมรับว่ามีมาตรฐานในระดับชาติตามเกณฑ์ข้างต้น สามารถตรวจสอบได้จากฐานข้อมูล TCI

สาเหตุของการถูกปฏิเสธการตีพิมพ์บทความ

  1. ผู้อ่าน ถ้าเป็น narrow problem ก็ต้อง relate to larger problems
  2. off topic แตกต่างจากหัวข้อหลัก ไม่เชื่อมต่อกับปัจจุบัน ไม่ตรงกับวารสารและไม่อยู่ในความสนใจ บรรณาธิการ วารสารไม่สามารถตีพิมพ์ได้เลย
  3. not scholarly การไม่เป็นวิชาหรือไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ มีหลายลักษณะได้แก่ เรื่องหรือประเด็น เลอะเทอะ ง่ายเกินไป ไม่ถูกต้อง มีความผิดทั้งหลักการ หลักฐานและการอ้างอิง
  4. too defensive คือป้องกันตัวเองมากเกินไป บทความวิชาการไม่ใช่รายงานในชั้นเรียนที่ส่งให้ครูตรวจ ที่นักศึกษาจะต้องทำการเพื่อป้องกันตัวเองหลายอย่าง เช่น การใช้การอ้างอิงมากเกินและอ้างอิงคนที่มีชื่อเสียงมากเกินไป ใช้ข้อมูลบางอย่างมากเกินไปเพื่อพยามแสดงว่าได้อ่านมามาก เป็นต้น
  5. not sufficient original บทความที่ไม่สามารถนำไปสู่การสร้างความรู้ใหม่ “no knew knowledge” เราจะต้องบอกกับผู้ที่อ่านบทความของเราอะไรคือความใหม่ในงานของเรา ได้แก่ หลักฐาน วิธีการศึกษา การวิเคราะห์ หรือทฤษฎี เน้นให้เห็นอะไรคือความแตกต่างในงานของเรา อะไรคือสิ่งที่นักวิชาการยังไม่รู้
  6. poor structure, งานประเภทโครงสร้างการเขียนที่ไม่ดี poor writing, poor organization เขียนแล้วอ่านไม่รู้เรื่อง ประเภทไม่ชัดเจนว่าจะสื่ออะไร การเขียนที่ดีจะต้องมุ่งประเด็นให้ชัดเจน ตัดสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องออก
  7. not significant งานวิจัยที่ไม่สร้างความแตกต่างจากความรู้ที่มีอยู่เดิม ข้อค้นพบของงานก็อ่อน (weak finding)
  8. theoretically or methodologically flawed งานวิจัยประเภทมีระเบียบวิธีวิจัยไม่ถูกต้อง เช่น การออกแบบงานวิจัยผิด ข้อแย้งไม่สอดคล้องกับข้อมูล การวิเคราะห์หรือการตีความอ่อน ทฤษฎีที่นำมาใช้ไม่เพียงพอ
  9. too many misspelling and grammatical error งานประเภทเขียนแบบลวกๆ สุกเอาเผากิน มีความผิดทั้งการสะกดคำ และการใช้ไวยากรทางภาษา การส่งบทความไปตีพิมพ์ในวารสารจะต้องผ่านการตรวจอย่างดี
  10. no argument งานวิจัยจำนวนมากถูกปฏิเสธเหตุผลสำคัญเพราะขาดสิ่งนี้หรือไม่ได้เขียนเน้นให้เห็นอย่างชัดเจนไว้ตั้งแต่ต้น การที่ไม่มีสิ่งนี้แสดงว่างานชิ้นนี้ บทความจะถูกพิจารณาเป็นงานประเภท not original, not significant, disorganized หลังจากที่สร้าง argument เราจะต้องเขียนบทความตามที่เราสร้างขึ้น ต้องจำไว้ว่า argument drive article not data drive article, organizing your article around your argument.
เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
ปฏิบัติการ
ป้ายบอกทาง
เครื่องมือเพิ่ม
สไลด์อบรม