เทคนิคการสอนและการวัดผล

จาก UTKWiki
ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น
เทคนิคการสอนและการวัดผลเพื่อการคิดสร้างสรรค์องค์ความรู้ที่ได้จากการจัดการความรู้ ปีการศึกษา 2556
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ
เรียบเรียงโดยอาจารย์พาสินี จันทรตรี

เนื้อหา

ด้านการสอน

การสอนเพื่อการคิดสร้างสรรค์ เป็นการเริ่มทดลองการสอนแบบใหม่ๆเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการคิดเชิงสร้างสรรค์ มีการนำแลกเปลี่ยนกันอยู่หลายรูปแบบวิธีและความรู้ที่ได้จากการค้นคว้าเพิ่มเติม ซึ่งเทคนิคการสอนในแบบต่างๆที่ผู้สอนนำมาแลกเปลี่ยนกันมีดังนี้

การจัดกลุ่ม(Grouping) ใช้วิธีการให้นักศึกษาที่เรียนวิชาเดียวกันแต่คนละกลุ่มเรียนได้ทำกิจกรรมร่วมกัน จะทำให้นักศึกษากระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้น การแบ่งกลุ่มทำกิจกรรมแบบไม่จำกัดจำนวนสมาชิกในกลุ่มเป็นการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การเกี่ยงกันทำงานจะหมดไป เพราะนักศึกษาได้เลือกกลุ่มเอง นอกจากนี้ให้อาจารย์ผู้สอน สอนรวมกันเป็นทีมเพราะการสอนผ่านกิจกรรมและการทำงานกลุ่มต้องเตรียมการและเตรียมวัสดุอุปกรณ์ต่างๆมากมายผู้สอนคนเดียวอาจเหนื่อยเกินไป ข้อดีของการสอนเป็นทีม คือทำให้เกิดการทดแทนกันของอาจารย์ผู้สอน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประชุมร่วมกันของอาจารย์ การจัดการเรียนการสอนลักษณะนี้จะทำให้นักศึกษามีความกระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้นการเรียนการสอนอาจเปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ แบ่งกลุ่มใหญ่ กลุ่มย่อยมีการย้ายสถานที่เรียน มีการลงมือปฏิบัติ จะทำให้นักศึกษาไม่เบื่อ

การสร้างแรงจูงใจ(Motivation)ให้นักศึกษาสนใจที่จะเรียน ผู้สอนต้องชี้แจงว่าเรียนไปแล้วสามารถนำความรู้ไปใช้ทำอะไรได้บ้าง การสร้างแรงจูงใจในการสอนภาษาอังกฤษ ผู้สอนควรเริ่มต้นการสอนด้วยการเปิดคลิปวิดีโอ เพลง หรือเรื่องตลกที่ใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องก่อนเรียน และโน้มน้าวให้ผู้เรียนเห็นว่าความรู้ภาษาอังกฤษเป็นเรื่องสนุกและใกล้ตัว

การสอนแบบ CCPR Model ซึ่งประกอบด้วย

- Criticality-Based Instruction หรืออีกแนวทางหนึ่ง คือ Crystal-Based Instructionการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์รู้จักพัฒนางานจากความคิดนั้น ซึ่งประกอบไปด้วยการให้ผู้เรียนผู้คิดด้วยตนเองสะท้อนความคิดให้เป็นผลงานเขียนทดสอบความคิดนั้นกับเพื่อนแล้วแก้ไข ทดสอบความคิดกับครูแล้วแก้ไขจนตกผลึก (Crystal) ด้วยกระบวนหลักเหล่านี้จะทำให้ผู้เรียนมีความคิด วิเคราะห์วิจารณ์มากขึ้นตัวอย่างเช่น ในรายวิชาศิลปะการใช้ภาษาไทยเพื่อการนำเสนอผลงาน (The Art ofPresentation in Thai) ให้นักศึกษาจัดนิทรรศการ นักศึกษาจะมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแข่งขันกับนักศึกษาที่เก่งและมีความสามารถจากแต่ละกลุ่มเรียน ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น นอกจากนี้ยังให้นักศึกษาแข่งขันกันออกแบบชิ้นงานและนำเสนอรูปแบบ/เทคนิคการนำเสนอกันใน Line กลุ่ม หรือ Social Media อื่นๆ ที่ผู้สอนตั้งขึ้น มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์กันและกัน และมีการให้ใบงานให้นักศึกษาประเมินกันเอง

- Creativity-Based Instruction เป็นการเรียนการสอนที่พัฒนาต่อจากResearch-Based ที่เน้นผลงานการสร้างและพัฒนาเพื่อให้เกิดความคิดมีผลงานใหม่ๆขึ้น โดยเริ่มจากการมองสิ่งแวดล้อมรอบตัวหยิบประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนานำมาพัฒนาขึ้นใหม่แล้วใช้กระบวนการวิจัยมาช่วยเสริมเป้าหมายคือความคิดสร้างสรรค์และกระบวนการตามความคิดนั้น เช่น การอ่านจับใจความนักศึกษาสามารถทำอย่างไรก็ได้ อาจจะส่งในรูปของการพิมพ์ การเขียนด้วยลายมือ การวาดภาพประกอบต่างๆให้นักศึกษามีความสุขกับการทำชิ้นงานส่ง

- Productivity-Based Instruction เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่มุ่งสร้างให้เด็กมีผลผลิตของตนเองไม่ว่าจะเป็นผลผลิตในเชิงความคิดงานวิชาการ สิ่งของต่างๆการเรียนการสอนในแนวนี้มุ่งเน้นให้ครูและผู้เรียนได้พัฒนางานและโครงการต่างๆขึ้นได้เองเช่นให้นักศึกษาศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง คิดและออกแบบกระบวนการทำงานกลุ่มเองและแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกันเองตามความสนใจและความสามารถ มีการให้นักศึกษาศึกษาจากสถานที่จริง คือการศึกษาดูงานที่หนังสือพิมพ์ BangkokPost และคิดทำหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอาจารย์เป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำ แต่ต้องให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด หลังจากจัดทำหนังสือพิมพ์เสร็จแล้วนำไปให้คนอื่นอ่าน เพื่อนำคำวิพากษ์วิจารณ์มาปรับปรุงแก้ไขงานของตนเอง

- Responsibility-Based Instruction กระบวนการสอนที่เน้นความรับผิดชอบที่มีความสำนึกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมและประเพณีของตนเอง พัฒนาวัฒนธรรมใหม่โดยมีพื้นฐานเดิมรองรับโดยเริ่มจากกระบวนการให้เด็กเห็นปัญหาของสังคมแล้วแสวงหาทางแก้พร้อมลองทำโครงการเพื่อแก้ไขปัญหานั้นเช่น การสอนเรื่องการเขียนอาจจะให้นักศึกษาใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการทำสมุดภาพนิทานประกอบเรื่องเล่า โดยใช้ภาษาบอกเล่าเรื่องราวเนื้อหานิทานและการวาดเขียน ลงสี ระบายสีภาพประกอบ รวมถึงการออกแบบรูปเล่มโดยผู้สอนแจ้งนักศึกษาว่าผลงานที่นักศึกษาทำขึ้นมาจะนำไปมอบให้กับนักเรียนในท้องถิ่นที่ขาดแคลน

วิธีการเรียนการสอน ของ Torrance et al (1961) มีหลัก 5 ประการ เพื่อให้เกิดความคิดเชิงสร้างสรรค์ คือ

-ยอมรับคำถามของนักเรียน และสนองตอบด้วยความเต็มใจ ครูผู้สอนต้องหัดสังเกตว่าขณะนั้นนักศึกษากำลังให้ความสนใจประเด็นอะไร ผู้สอนต้องพยายามชวนนักศึกษาพูดคุย อภิปราย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจะทำให้สามารถเข้าถึงนักศึกษาได้ดีขึ้น

- สนับสนุนการคิดค้นจินตนาการ เช่นให้นักศึกษาจัดนิทรรศการในรายวิชาศิลปะการใช้ภาษาไทยเพื่อการนำเสนอผลงาน (The Art of Presentationin Thai) แข่งขันกันออกแบบชิ้นงานและนำเสนอรูปแบบ /เทคนิคการนำเสนอกันใน Lineกลุ่ม หรือ Social Media อื่นๆ ที่ผู้สอนตั้งขึ้น

- แสดงให้นักเรียนประจักษ์ถึงคุณค่าทางความคิดใหม่ๆของเขา เช่น การจัดกิจกรรมเดินป่าจะให้นักศึกษาเลือกเอง เช่น เลือกสถานที่แล้วไปเตรียมข้อมูลมานำเสนอให้อาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นฟัง โดยผู้สอนจะเป็นคนวางกรอบไว้ให้ และสรุปประเด็น

- ให้โอกาสนักเรียนนำความคิดไปสู่การปฏิบัติโดยไม่ประเมินผลหรือวิจารณ์แต่ประการใด เช่นนักศึกษามาสายจะทำอย่างไร ควรให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นและลงมติ จากนั้นก็ใช้มตินั้นเป็นมาตรการในการควบคุมการเข้าเรียนของนักศึกษาให้ตรงเวลา

- ยึดหลักการประเมินผลโดยเหตุและข้อตกลงในสิ่งที่กระทำกันขึ้นก่อนระหว่างครูและนักเรียน เช่นให้นักศึกษาดูรายการเกมโชว์ หรือรายการโทรทัศน์แล้วแสดงบทบาทสมมติ ไม่ใช้วิธีจับสลากนำเสนอ แต่จะให้นักศึกษาตกลงกันเองว่าใครจะนำเสนอก่อนนำเสนอหลัง ให้นักศึกษาทุกชั้นปี ทุกสาขา นั่งปะปนกัน เพื่อเป็นการละลายพฤติกรรม และหากมีปัญหาในการเรียนต่างๆก็ควรใช้เหตุผลในการพูดคุยกับนักศึกษา

ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคนิคใหม่ในการสอนหรือฝึกความคิดเชิงสร้างสรรค์ เป็นต้นว่า ArcturusIV โดยศาสตราจารย์ Arnold แห่งมหาวิทยาลัย M.I.T.ซึ่งเน้นการฝึกหัดในการขจัดขบวนการความคิดเดิมที่กลายเป็นอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ใหม่ กระตุ้นความคิดในลักษณะประสบการณ์ การจัดระบบและวิธีการคิดใหม่ๆMetaphor เป็นวิธีการสอน ซึ่งพัฒนาจาก Synectics โดยศาสตราจารย์ Gordon ซึ่งใช้การอุปมาอุปมัยในลักษณะต่างๆกันเป็นการนำปัญหาที่ต้องขบคิด ไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่เคยมีประสบการณ์มาก่อน แม้จะดูเหมือนว่าเข้ากันไม่ได้ก็ตามเพื่อให้การมองปัญหาที่ซับซ้อนยุ่งยากเป็นของง่ายๆ อันทำให้ได้แนวทางความคิดไปสู่การแก้ปัญหาในที่สุดและแนวทางการสอนและเรียนรู้โดยศาสตราจารย์ Skinner โดยการพัฒนาในลักษณะของโปรแกรมการสอนและใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องช่วยการสอน จุดประสงค์การสอน ในทำนองวิธีการเครื่องกลนี้เพื่อช่วยเพิ่มความรวดเร็ว และได้เนื้อหาครบถ้วนโดยตลอด ซึ่งโดยวิธีการเดิมแล้ว เป็นลักษณะเชื่องช้าได้เนื้อหาไม่สมบูรณ์และเสียเวลาและกำลังกายทั้งครูและนักเรียน ทุกวิธีการเหล่านี้ถูกพัฒนาเพื่อเน้นการคิดเชิงสร้างสรรค์ทั้งสิ้น

มีผู้นำเสนอวิธีการสอนโดยใช้เทคนิคเพื่อนสอนเพื่อนหรือที่เรียกว่า “คลินิกความรู้” เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนคิดอย่างอิสระใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์ผลงาน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียนด้วยกัน และเผยแพร่ผลงาน รู้ขั้นตอนการทำงาน เหตุและผล ปฏิบัติ การสอน คือ

- ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ค้นพบและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ด้วยวิธีการศึกษาหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ จนสามารถสร้างความเข้าใจในสาระข้อความรู้เหล่านั้น เช่น ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลทาง Internet ค้นคว้าข้อมูลจากห้องสมุดหรือหนังสือ หากนักเรียนไม่เข้าใจ ให้ปรึกษาเพื่อนที่ตั้งสมมุติไว้ว่าเป็น”หมอ” หากผู้ที่เป็น”หมอ”ยังไม่ทราบก็ให้สืบค้นหาข้อมูล และนำมาสอนเพื่อนต่อไป ให้บอกเพื่อนถึงแหล่งที่มาความรู้นั้นๆ หากเพื่อนคนใดสนใจ และได้ไปสืบค้นได้

- ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสคิดลงมือปฏิบัติและแสดงออก เพื่อการเรียนรู้แก้ปัญหา สร้างหรือพัฒนาผลงานของตนเองยกตัวอย่าง เช่น เมื่อสอนให้นักเรียนรู้จักการสร้างงานจากโปรแกรม Flash โดยให้สร้างภาพเสมือนการเขียนตัวอักษรโดยมีปากกาค่อย ๆ ขยับ แล้วเกิดตัวอักษรเกิดขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อให้นักเรียนลองทำตามความคิดสร้างสรรค์ นักเรียนสร้างภาพเสมือนเป็นภาพมดกำลังค่อยๆกินแตงโมจนหมดชิ้น

- ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนหรือกลุ่ม โดยเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งในส่วนของความรู้ ความคิดและประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เช่น เมื่อเพื่อนคนหนึ่งทำงานได้สวยและถูกต้องตามขั้นตอน ให้นักเรียนที่สนใจ ได้ดูผลงานของเพื่อนและร่วมกันวิจารณ์ เสนอแนะ เพื่อช่วยเป็นแนวทางให้กับเพื่อนได้สร้างผลงานที่ดีในชิ้นต่อไปและเป็นการสร้างแนวทางให้เพื่อนคนอื่น ๆ ปรับปรุงและแก้ไขชิ้นงานให้ดียิ่งขึ้น

- ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจในผลงานและสิ่งที่ตนเองได้สร้างสรรค์ เปรียบเสมือนเป็นการให้รางวัลกับผู้เรียนที่ต้องใจทำงาน เช่น ให้ผู้เรียนช่วยกันเลือกชิ้นงานที่คิดว่าดีที่สุด แล้วนำเผยแพร่ทางเว็บไซด์ของโรงเรียน และช่วยเสนอแนะผลงานของผู้เรียนที่ยังไม่ได้รับ

วิธีการสอนของครูเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ควรจัดการเรียนการสอนที่ใช้วิธีการที่เหมาะสม ดังนี้

- การสอน (Paradox) หมาย ถึงการสอนเกี่ยวกับการคิดเห็นในลักษณะความคิดเห็นที่ขัดแย้งในตัวมันเองความคิดเห็นซึ่งค้านกับสามัญสำนึก ความจริงที่สามารถเชื่อถือหรืออธิบายได้ความเห็นหรือความเชื่อที่ฝังใจมานาน ซึ่งการคิดในลักษณะดังกล่าวนอกจากจะเป็นวิธีการฝึกประเมินค่าระหว่างข้อมูลที่แท้จริงแล้วยังช่วยให้คิดในสิ่งที่แตกต่างไปจากรูปแบบเดิมที่เคยมีเป็นการฝึกมองในรูปแบบเดิมให้แตกต่างออกไปและเป็นส่งเสริมความคิดเห็นไม่ให้คล้อยตามกัน (Non – Conformity) โดย ปราศจากเหตุผลดังนั้นในการสอนของครูจึงควรกำหนดให้นักศึกษารวบรวมข้อคิดเห็นหรือคำถามแล้วให้นักศึกษาแสดงทักษะด้วยการอภิปรายโต้วาทีหรือแสดงความคิดเห็นในกลุ่มย่อยก็ได้

- การพิจารณาลักษณะ (Attribute) หมาย ถึง การสอนให้นักศึกษา คิดพิจารณาลักษณะต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ทั้งของมนุษย์ สัตว์ สิ่งของ ในลักษณะที่แปลกแตกต่างไปกว่าที่เคยคิด รวมทั้งในลักษณะที่คาดไม่ถึง

- การเปรียบเทียบอุปมาอุปมัย (Analogies) หมายถึง การเปรียบเทียบสิ่งของหรือสถานการณ์การณ์ที่คล้ายคลึงกันแตกต่างกันหรือตรงกันข้ามกัน อาจเป็นคำเปรียบเทียบ คำพังเพย สุภาษิต

- การบอกสิ่งที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง(Discrepancies) หมายถึง การแสดงความคิดเห็นบ่งชี้ถึงสิ่งที่คลาดเคลื่อนจากความจริง ผิดปกติไปจากธรรมดาทั่วไปหรือสิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์

- การใช้คำถามยั่วยุและกระตุ้นให้ตอบ (ProvocativeQuestion) หมาย ถึงการตั้งคำถามแบบปลายเปิดและใช้คำถามที่ยั่วยุเร้าความรู้สึกให้ชวนคิดค้นคว้าเพื่อความหมายที่ลึกซึ้งสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

- การเปลี่ยนแปลง (Example ofchange) หมายถึง การฝึกให้คิดถึงการเปลี่ยนแปลงดัดแปลงการปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ ที่คงสภาพมาเป็นเวลานานให้เป็นไปในรูปอื่นและเปิดโอกาสให้เปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการต่าง ๆ อย่างอิสระ

- การเปลี่ยนแปลงความเชื่อ (Exchange ofhabit) หมาย ถึง การฝึกให้นักศึกษาเป็นคนมีความยืดหยุ่นยอมรับความเปลี่ยนแปลง คลายความยึดมั่นต่าง ๆ เพื่อปรับตนเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆได้ดี

- การสร้างสิ่งใหม่จากโครงสร้างเดิม (Anorganized random search) หมาย ถึงการฝึกให้นักศึกษารู้จักสร้างสิ่งใหม่ กฎเกณฑ์ใหม่ ความคิดใหม่โดยอาศัยโครงสร้างเดิมหรือกฎเกณฑ์เดิมที่เคยมีแต่พยายามคิดพลิกแพลงให้ต่างไปจากเดิม

- ทักษะการค้นคว้าหาข้อมูล (The skill ofsearch) หมายถึง การฝึกเพื่อให้นักศึกษารู้จักหาข้อมูล

- การค้นหาคำตอบคำถามที่กำกวมไม่ชัดเจน (Tolerancefor ambiguity) เป็นการฝึกให้นักศึกษามีความอดทนและพยายามที่จะค้นคว้าหาคำตอบต่อปัญหาที่กำกวมสามารถตีความได้เป็นสองนัย ลึกลับ รวมทั้งท้าทายความคิด

- การแสดงออกจากการหยั่งรู้ (inviteexpression) เป็นการฝึกให้รู้จักการแสดงความรู้สึก และความคิดที่เกิดจากสิ่งที่เร้าอวัยวะรับสัมผัสทั้งห้า

- การพัฒนาตน (adjustmentfor development) หมาย ถึง การฝึกให้รู้จักพิจารณาศึกษาดูความล้มเหลว ซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจแล้วหาประโยชน์จากความผิดพลาดนั้นหรือข้อบกพร่องของตนเองและผู้อื่นทั้งนี้ใช้ความผิดพลาดเป็นบทเรียนนำไปสู่ความสำเร็จ

- ลักษณะบุคคลและกระบวนการคิดสร้างสรรค์ (creativeperson and creative) หมายถึงการศึกษาประวัติบุคคลสำคัญทั้งในแง่ลักษณะพฤติกรรมและกระบวนการคิดตลอดจนวิธีการและประสบการณ์ของบุคคลนั้น

- การประเมินสถานการณ์ (a creativereading skill) หมายถึงการฝึกให้หาคำตอบโดยคำนึงถึงผลที่เกิดขึ้นและความหมายเกี่ยวเนื่องกันด้วยการตั้งคำถามว่าถ้าสิ่งเกิดขึ้นแล้วจะเกิดผลอย่างไร

- พัฒนาทักษะการอ่านอย่างสร้างสรรค์ (a creativereading skill) หมาย ถึง การฝึกให้รู้จักคิดแสดงความคิดเห็นควรส่งเสริมและให้โอกาสเด็กได้แสดงความคิดเห็นและความรู้สึกต่อเรื่องที่อ่านมากกว่าจะมุ่งทบทวนข้อต่างๆ ที่จำได้หรือเข้าใจ

- การพัฒนาการฟังอย่างสร้างสรรค์ (acreative listening skill ) หมายถึง การ ฝึกให้เกิดความรู้สึกนึกคิดในขณะที่ฟัง อาจเป็นการฟังบทความเรื่องราวหรือดนตรี เพื่อเป็นการศึกษาข้อมูล ความรู้ ซึ่งโยงไปหาสิ่งอื่น ๆ ต่อไป

- พัฒนาการเขียนอย่างสร้างสรรค์ ( a creativewriting skill ) หมายถึง การฝึกให้แสดงความคิด ความรู้สึก การจินตนาการผ่านการเขียนบรรยายหรือพรรณนาให้เห็นภาพชัดเจน

- ทักษะการมองภาพในมิติต่างๆ(Visualization skill) หมายถึงการฝึกให้แสดงความรู้สึกนึกคิดจากภาพในแง่มุม แปลกใหม่ ไม่ซ้ำเดิม

วัฒนธรรมของการสร้างความรู้(ProducingCulture) เป็นการเปลี่ยนวิธีคิด จากวัฒนธรรมของการรับความรู้มาเป็นวัฒนธรรมของการสร้างความรู้(Knowledge - Producing Culture) ผู้สอนเริ่มค้นหางานของตนด้วยการมองว่าตนเองจะสร้างความรู้สร้างผลงานใหม่ขึ้นมา แสวงหาทำงานวิจัยที่จะสร้างขึ้น แล้วพัฒนากระบวนการหาความรู้กระบวนการสร้างความรู้ขึ้นมา

นอกจากนี้ผู้บริหารก็ยังสนับสนุนครูอาจารย์ในเรื่องการเรียนการสอนได้โดยดูจากผลการศึกษาของ Torrance (1961, 1962) มีดังนี้

- เน้นให้ครูทั้งหลายได้ทราบถึงความสำคัญของการคิดสร้างสรรค์และเน้นวิธีการสอนในแนวการสร้างสรรค์ด้วย

- สร้างระบบการทำงานที่สม่ำเสมอในการยอมรับและได้มาซึ่งความคิดเห็นของครูต่างๆ

- อดทนต่อการรับรู้ความคิดใดๆที่แตกต่างจากตนเอง

- สนับสนุนให้มีการทดสอบการกระทำใหม่ๆโดยเฉพาะวิธีการเรียนการสอน เพื่อตอบสนองความสามารถในการสร้างสรรค์

- หลีกเลี่ยงการให้ปริมาณงานที่นอกเหนือจากการสอนที่มากจนเกินไป

- มีความกล้าที่จะนำความคิดใหม่ๆไปปฏิบัติโดยไม่กลัวความล้มเหลวหรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของตนเอง

- สร้างบรรยากาศของสถานศึกษาให้มีลักษณะตื่นเต้นและท้าทายในสิ่งเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ

- หลีกเลี่ยงการทำงานเป็นกลุ่มที่มากเกินไปโดยสนใจการทำงานในแบบอิสระของครูด้วย

- การประชุมปรึกษาใดๆต้องมีความซื่อสัตย์และยุติธรรมในการตอบสนองความคิดเห็นต่างๆของครูที่นำเสนอในที่ประชุม

- คอยปรับปรุงสำหรับความคิดที่ดีแทนที่จะยกเลิกโดยง่าย แม้ว่าผลการปฏิบัติไม่สมประสงค์ในระยะแรกๆ

- ชมเชยครูที่มีผลงานการสอนเชิงสร้างสรรค์ดีเด่นเพื่อให้เป็นตัวอย่างกับครูอื่นๆ

- สนับสนุนครูใหม่ๆให้ปราศจากความกังวลที่จะเสนอแนะความคิดใหม่ๆคอยสร้างโอกาสและกระตุ้นเขาเหล่านั้นด้วย

- ช่วยการสื่อสารระหว่างบรรดาครูกับครูในสถานศึกษาอื่นๆ

- แสวงหาโอกาสเสมอๆที่จะตั้งคำถามให้ครูตระหนักถึงแนวคิดสร้างสรรค์ในการปฏิบัติ ในการเรียนการสอน

- วางแผนงานต่างๆให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเน้นโครงการระยะยาว ในการสนับสนุนการคิดสร้างสรรค์ ตระหนักและพยายามขจัดความเครียด และความเบื่อหน่ายในการทำงานของครูให้ความสนิทสนมและความคุ้น เคย เพื่อให้ความมั่นใจต่อครูในการตัดสินใจโดยลำพังตนเองได้

ด้านการวัดผล

วิธีการวัดผลการเรียนรู้เช่น

- การทดสอบ (Testing)

- การสอบปากเปล่า (OralTesting)

- การสังเกต (Observing)

- การวัดภาคปฏิบัติ (PerformanceTesting)

เครื่องมือที่ใช้ในการวัดเช่น

- แบบสอบ (Test)

- แบบสังเกต (Observation)

- แบบตรวจสอบรายการ (Checkinglist)

- แบบประเมินตนเอง (SelfEvaluation)

- โครงการ (Project)

แนวคิดการประเมินการเรียนรู้

Traditional Authentic
เน้นการตอบข้อสอบในแบบทดสอบ เน้นการปฏิบัติ (Performance - Based)
เน้นเนื้อหาวิชาตามตำรา(Content-Based) ตั้งอยู่บนพื้นฐานของชีวิตจริง(Real-life)
ใช้ความคิดความสามารถระดับต่ำ ใช้ความคิดและความสามารถระดับสูงและซับซ้อน(Higher- order Thinking & Complex Ability)
ครูเป็นผู้ประเมิน นักเรียนเพื่อนนักเรียน และ/หรือ ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการประเมิน
เน้นคำตอบหรือวิธีคิดที่ถูกต้องวิธีเดียว มีวิธีคิดและการปฏิบัติที่หลากหลาย

เพื่อก่อให้เกิดแนวทางหรือวิธีการของตนเอง

(Self - directed Approach)
แยกการสอบออกจากการเรียนการสอน การเรียนการสอนและการวัดประเมินดำเนินการไปพร้อมๆ กัน
ใช้ข้อมูลจากการทดสอบเป็นหลัก ใช้ข้อมูลจากหลายบริบทและจากการวัดหลายวิธี (Multi - Context & Multi - Method)
1. ประเภทของการประเมินผล (จำแนกตามช่วงเวลา)
ช่วงเวลา ประเภทของการประเมินผล
ก่อนเรียน Placement,Diagnosis
ระหว่างเรียน Formative,Diagnosis
หลังเรียน Summative
1. การประเมินมี 4 แบบ
ประเด็น ประเมินจัดตำแหน่ง(Placement)

ประเมินย่อย


(Formative)

ประเมินวินิจฉัย


(Diagnosis)

ประเมินรวม


(Summative)
ช่วงเวลา ก่อนเรียน ระหว่างเรียน ก่อนเรียนและระหว่างเรียน หลังเรียน
จุดประสงค์ จัดกลุ่มผู้เรียนตามความรู้พื้นฐานเติมเต็มความรู้/ทักษะพื้นฐานที่จำเป็น ปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ ซ่อมเสริมผู้เรียนให้การรักษาผู้เรียน ตัดสินผลการเรียน
ข้อมูลสารสนเทศที่ได้ ความรู้พื้นฐานเดิม สติปัญญา ความถนัด ความสนใจ เจตคติ ค่านิยม ความคิดเห็น ความคาดหวังอื่นๆ สิ่งที่รอบรู้/ไม่รอบรู้ สิ่งที่ทำได้/ทำไม่ได้ สิ่งที่คิดดี/คิดไม่ดี ทำดี/ทำไม่ดี (ในขอบเขตของเนื้อหาที่จำกัด) สาเหตุที่ไม่ประสบผลสำเร็จในการเรียน(IQ, EQ ความรู้เดิม ความสนใจ เจตคติ ค่านิยม ความคิดเห็น และ/หรือ อื่นๆ ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ตามขอบเขตเนื้อหาและจุดประสงค์ของรายวิชา


จากแนวทฤษฎีดังกล่าวอาจารย์ผู้สอนที่ได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ใช้วิธีการวัดและประเมินผลในทางสร้างสรรค์โดยไม่ใช่การวัดและประเมินผลจากอาจารย์ผู้สอนเท่านั้นยังให้ผู้เรียนได้ช่วยกันประเมินกันเองด้วย

เน้นการปฏิบัติเช่น การจัดกิจกรรมเดินป่าจะให้นักศึกษาเลือกเอง เช่น เลือกสถานที่แล้วไปเตรียมข้อมูลมานำเสนอให้อาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นฟัง

ควรมีการแจ้งคะแนนก่อนการมอบหมายงานทุกครั้งโดยกำหนดคะแนนของชิ้นงาน เอาคะแนนตามเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยเป็นตัวตั้ง แล้วปรับสัดส่วนคะแนนเก็บเป็น40 คะแนน และควรให้คะแนนในแต่ละขั้นตอนของการทำงาน เช่น ขั้นตอนการวางแผนการทำโครงของชิ้นงาน และการนำเสนอโดยอาจารย์ผู้สอนต้องติดตามดูแลและให้ข้อเสนอแนะในการปรับเนื้อหาของงานอย่างใกล้ชิดไม่ใช่การให้คะแนนความรู้เชิงทฤษฎีเพียงอย่างเดียว

ไม่มีการมอบหมายรายงาน แต่จะให้การบ้านเล็กๆน้อยๆ ตลอดเวลาเพื่อให้ผู้เรียนมีความตื่นตัวในการเรียน ซึ่งการเรียนการสอนและการวัดประเมินดำเนินการไปพร้อมๆ กัน

บรรณานุกรม

ไพฑูรย์ สินลารัตน์. 2549.การศึกษาเชิงสร้างสรรค์และผลิตภาพ.กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ความคิดสร้างสรรค์…กับการเรียนการสอนในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์(1). ม.ป.ป. [ออนไลน์] สืบค้นจาก: http://pioneer.chula.ac.th/~yongyudh/book2/creativity.htm (วันที่สืบค้น2 มีนาคม 2557)

พิมพ์ฑิตา ศิลป์สว่าง. ม.ป.ป. สอนอย่างไรให้เด็กชอบ เทคนิคการสอนแบบสร้างสรรค์. [ออนไลน์] สืบค้นจาก: http://www.l3nr.org/posts/456992 (วันที่สืบค้น 2 มีนาคม 2557)

การสอนของครูเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์. ม.ป.ป. [ออนไลน์] สืบค้นจาก:

https://sites.google.com/site/krunoinetwork/khwam-khid-srangsrrkh-kab-kar-reiyn-ru(วันที่สืบค้น 2 มีนาคม 2557)

ทิศนาแขมมณี. ม.ป.ป. เทคนิคการสอน. [ออนไลน์] สืบค้นจาก: https://www.google.co.th/url?sa=t&rct=j&q=&esrc=s&source=web&cd=2&cad=rja&uact=8&ved=0CC8QFjAB&url=http%3A%2F%2Feduweb.kpru.ac.th%2Fdocuments%2F06_KM_teaching_techniques.ppt&ei=Ubh5U9yhEcaSuAST8oHgCA&usg=AFQjCNFJ1EmjyDTfK9GN2g0tE9mytecZ6Q&bvm=bv.66917471,d.c2E (วันที่สืบค้น 2 มีนาคม 2557)

ปรีชา เครือวรรณ และ สมพงษ์พันธุรัตน์. ม.ป.ป. บทสรุปการวัดประเมินผลการเรียนรู้. [ออนไลน์] สืบค้นจาก: https://www.google.co.th/url?sa=t&rct=j&q=&esrc=s&source=web&cd=1&cad=rja&uact=8&ved=0CCsQFjAA&url=http%3A%2F%2Fhome.kku.ac.th%2Fsompo_pu%2Fspweb%2Fmeasurement%2Fconclude_me.ppt&ei=Nrl5U8zUFIjHuATD2YE4&usg=AFQjCNH2fBOrH6Rho6U0r0HSKSM1ok3EmA&bvm=bv.66917471,d.c2E (วันที่สืบค้น 12 พฤษภาคม 2557)

อวยพร เรืองตระกูล. ม.ป.ป. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้. [ออนไลน์] สืบค้นจาก: cid.buu.ac.th/information/teach2.pdf (วันที่สืบค้น 12 มีนาคม 2557)

อาจารย์คณะศิลปศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ. 13, 30 มกราคม 2557. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ.

เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
ปฏิบัติการ
ป้ายบอกทาง
เครื่องมือเพิ่ม
สไลด์อบรม